Home

สาระสังเขป: การศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์ผลของนโยบายบังคับให้สถานประกอบการจัดทำ ประกันภัยความรับผิดต่อมลพิษ (Pollution Liability Insurance) ต่อการปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมของภาคธุรกิจในเมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน โดยใช้วิธีวิเคราะห์แบบ Triple Differences (DDD) เปรียบเทียบบริษัทในอุตสาหกรรมการชุบโลหะและการผลิตแผงวงจรพิมพ์ (Electroplating and Circuit Board: ECB) ซึ่งถูกกำหนดให้ต้องซื้อประกันภัย กับบริษัทในอุตสาหกรรมอื่นและเมืองใกล้เคียงที่ไม่ได้อยู่ภายใต้นโยบายดังกล่าว ผลการศึกษาพบว่า จำนวนการกระทำผิดกฎหมายสิ่งแวดล้อมเฉลี่ยต่อบริษัทลดลง 0.48 ครั้งต่อปี หรือคิดเป็นการลดลงร้อยละ 72 ในกลุ่มบริษัท ECB ทั้งหมดในเมืองเซินเจิ้น แม้ว่าจะพบว่ามีเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของบริษัทในอุตสาหกรรมดังกล่าวที่ปฏิบัติตามข้อกำหนดและจัดทำประกันภัยก็ตาม ที่น่าสนใจคือ ทั้งบริษัทที่ซื้อประกันภัยและบริษัทที่ไม่ได้ซื้อประกันภัยต่างก็มีจำนวนการกระทำผิดด้านสิ่งแวดล้อมลดลง สะท้อนให้เห็นว่า บริษัทอาจคาดการณ์ล่วงหน้าว่าเบี้ยประกันในอนาคตจะพิจารณาจากประวัติการกระทำผิดด้านสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมา การมีประกันภัยอาจก่อให้เกิดแรงจูงใจที่สวนทางกันสองประการ ได้แก่ แรงจูงใจจากระบบเบี้ยประกันที่ผลักดันให้บริษัทลดการกระทำผิดด้านสิ่งแวดล้อม และปัญหา Moral Hazard หรือพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจเพิ่มขึ้นภายหลังได้รับความคุ้มครองจากประกันภัย ผลการศึกษาพบหลักฐานในเบื้องต้นว่า ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการปรับปรุงการปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมของบริษัทที่ทำประกันภัยนั้น ถูกหักล้างลงบางส่วนจากปัญหา Moral Hazard อย่างไรก็ตาม โดยภาพรวมแล้ว ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า แรงจูงใจจากโครงสร้างเบี้ยประกันมีอิทธิพลเหนือกว่าผลกระทบด้าน Moral Hazard และสามารถช่วยแก้ไขความล้มเหลวของตลาดที่เกิดจากปัญหาข้อมูลไม่สมมาตร (Asymmetric Information) ได้อย่างมีประสิทธิผล ส่งผลให้ระดับการปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ.

Published Date : 09/2026
Publisher : John Wiley and Sons
Category : ประกันภัย Insurance, ประกันวินาศภัย Non-Life Insurance
Page : 38 p. Pages
Remark :
version 1.0.5-97b0bb2cd