Have you read
news today?
เศรษฐกิจของอินโดนีเซียกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อค่าเงิน “รูเปียห์” อ่อนค่าต่ำสุดในรอบ 27 ปี และดัชนีหุ้นคอมโพสิตจาการ์ตาลดลงมากถึง 7.1% แรงสุดในรอบ 14 ปี อาจกำลังส่งสัญญาณเตือนปัญหาเชิงโครงสร้างในด้านเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศ
ภีมะ ยุธิษฐิระ ผู้อำนวยการบริหารศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์และกฎหมายในจาการ์ตา เตือนว่าการที่ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงนั้น สะท้อนถึง "ความไม่ไว้วางใจ" ของตลาดที่มีต่อความเป็นผู้นำและนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดี “ปราโบโว สุเบียนโต” ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ “Danantara” ด้วย
นโยบาย ‘ปราโบโว’ กดดัน ‘การคลัง’
ครั้งหนึ่ง อินโดนีเซียเคยเป็นตลาดที่ได้รับความนิยมอย่างมากในภูมิภาคนี้ แต่เมื่อปีที่แล้วได้สูญเสียเสน่ห์ในสายตานักลงทุนทั่วโลกอย่างรวดเร็ว แต่รัฐบาลของประธานาธิบดีปราโบโวได้ลดงบประมาณที่จำเป็นหลายด้าน เช่นการลดงบประมาณการศึกษาระดับสูงลง 39% ลดค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพลง 18.5% และลดโครงการสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานลงถึง 73% ในขณะที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัว การลดค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นกลยุทธ์ที่ถูกต้อง แต่กลับเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน สร้างความกังวลทางเศรษฐกิจ และจุดชนวนให้นักลงทุนตื่นตระหนกและพากันถอนการลงทุนออกจากประเทศ
นโยบาย “ประชานิยม” ของประธานาธิบดีปราโบโว กลายเป็นหนึ่งความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความมั่นคงของนโยบายเศรษฐกิจ จากโครงการอาหารกลางวันฟรีที่คาดว่าจะใช้งบประมาณมหาศาลถึง 950,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะทำให้การขาดดุลงบประมาณของประเทศทะลุเกินกรอบ 3% ของ GDP ที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย
ล่าสุดเมื่อ ก.พ.ที่ผ่านมา อินโดนีเซียตั้ง “ดานันตารา อินโดนีเซีย” (Danantara Indonesia) กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่รวมรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง และประกาศรายชื่อคณะที่ปรึกษา ซึ่งประกอบด้วย ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย , มหาเศรษฐี เรย์ ดาลิโอ และนักลงทุน แชปแมน เทย์เลอร์
กองทุนดานันตาราเคยถูกมองว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่กล้าได้กล้าเสีย แต่ตอนนี้กลับกลายเป็น “ระเบิดเวลาทางการเงิน” ที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ เพราะถูกวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการบริหารจัดการและความโปร่งใสว่า การตัดสินใจลงทุนอาจได้รับอิทธิพลจากปัจจัยทางการเมืองมากกว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจ
เมื่อความต้องการงบประมาณจาก 2 นโยบายหลังของปราโบโว ทั้งกองทุน Danantara และนโยบายประชานิยมมารวมกัน อาจก่อให้เกิดภาระทางการคลัง เช่น การขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้น
นักลงทุนไม่มั่นใจ 'อินโดนีเซีย’
ผลกระทบจากปัจจัยเหล่านี้เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจน เมื่อนักลงทุนต่างชาติเริ่มทยอยถอนเงินลงทุน โดยเมื่อ 18 มี.ค. ดัชนีหุ้นคอมโพสิตจาการ์ตาลดลงมากถึง 7.1% แรงสุดในรอบ 14 ปี จนต้อง “หยุดการซื้อขายหุ้นเป็นครั้งแรก” และลดลงกว่า 12% ในปีนี้ ขณะเดียวกันกองทุนทั่วโลกได้ขายหุ้นอินโดนีเซีย ซึ่งมีมูลค่ากว่า 2 พันล้านดอลลาร์ในปีนี้
รวมทั้งค่าเงินรูเปียห์ร่วงลงสู่ 16,642 รูเปียห์ต่อดอลลาร์ ต่ำสุดในรอบ 27 ปี นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินเมื่อปี 2541 และอ่อนค่าลงกว่า 3% ในปีนี้ และเป็นหนึ่งในสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ที่ทำผลงานแย่สุดในปีนี้
แรงกดดันต่อค่าเงินรูเปียห์เพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่เดือนม.ค. หลังจากธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) “ลดดอกเบี้ย” ลง 0.25% สู่ระดับ 5.75% เหนือความคาดหมายนักเศรษฐศาสตร์ที่คาดว่าจะคงดอกเบี้ย โดย BI เผยว่าต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ แม้ว่าจะทำให้เงินรูเปียห์อ่อนค่าลงก็ตาม สุดท้ายแล้วรูเปียห์อ่อนค่าลงสู่ระดับต่ำสุดจนทำให้ BI ต้องเข้าแทรกแซงตลาดเกือบทุกวันเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน
ลอยด์ ชาน นักวิเคราะห์ค่าเงินจาก MUFG กล่าวว่า ตลาดเริ่มกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับความเสี่ยงที่รัฐบาลอินโดนีเซียจะใช้จ่ายเงินมากขึ้น เนื่องจากโครงการทางสังคมต่างๆ ที่รัฐบาลใหม่กำลังดำเนินการอยู่ ทำให้นักลงทุนต่างชาติยังคงระมัดระวังในการลงทุน และมีความเป็นไปได้ที่ค่าเงินรูเปียห์จะอ่อนค่าลงไปต่ำกว่า 17,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์ หากทรัมป์ตัดสินใจขึ้นภาษีศุลกากรในสัปดาห์หน้า
สุดท้ายแล้ว เว็บไซต์เอเซียไทมส์รายงานว่า เมื่อเงินทุนไหลออกจากอินโดนีเซีย ค่าเงินรูเปียห์ก็จะยิ่งเปราะบางต่อปัจจัยภายนอกมากขึ้น การอ่อนค่าของเงินรูเปียห์หมายถึงต้นทุนการนำเข้าที่สูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และความยากลำบากในการชำระหนี้ต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น
หลายปัจจัยรุมเร้า ‘เศรษฐกิจ’
ค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียที่อ่อนค่าลงในช่วงนี้ไม่ได้มาจากสาเหตุเดียว เกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอกในและภายนอก ปัจจัยภายนอกที่สำคัญคือ อินโดนีเซียขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมากขึ้น ซึ่งเป็นผลกระทบจากความไม่แน่นอนในการส่งออก อันเป็นผลมาจากนโยบายการค้าของประธานาธิบดี "โดนัลด์ ทรัมป์" ซึ่งอาจทวีความรุนแรงขึ้นในวันที่ 2 เม.ย.นี้
ปัจจัยภายในประเทศได้แก่ ความกังวลเบื้องต้นเกี่ยวกับงบประมาณของอินโดนีเซียที่อาจขาดดุล ความไม่แน่นอนทางการเมืองจากการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกองทัพ และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับตำแหน่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนสำคัญอย่าง “ศรีมุลยานี อินทราวาตี”
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ชะลอตัวลง การใช้จ่ายของผู้บริโภคที่อ่อนแอลงและความเชื่อมั่นที่ลดลง สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจอินโดนีเซีย และทำให้นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับศักยภาพการเติบโตในอนาคต
ยันเศรษฐกิจ ‘อินโดนีเซีย’ ยังแกร่ง
อย่างไรก็ดี BI พยายามลดความกังวลของตลาดเกี่ยวกับค่าเงินรูเปียห์ที่อ่อนค่าลง โดยยืนยันว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่เหมือนกับวิกฤตเศรษฐกิจปี 1998
ส่วนแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีกระทรวงประสานงานเศรษฐกิจยังคงมั่นใจว่าค่าเงินรูเปียห์ที่อ่อนค่าลงนั้นเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราว โดยอ้างอิงถึงพื้นฐานเศรษฐกิจภายในประเทศที่แข็งแกร่ง จากเศรษฐกิจที่มีรากฐานมั่นคง ตลาดกำลังฟื้นตัว และมีมุมมองเชิงบวกจากการประชุมผู้ถือหุ้นของธนาคาร Bank Rakyat Indonesia และ Bank Mandiri ซึ่งเป็นธนาคารของรัฐขนาดใหญ่สองแห่งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
อ้างอิง theedgemalaysia, straitstimes, SCMP, asiatimes, BloomBerg
March 31, 20252,780 6 minutes
DAAT จึงได้ร่วมมือกับ คันทาร์ (ประเทศไทย) รายงานเม็ดเงินโฆษณาในปี 2568 ลุ้นโต 10% มูลค่าสูงถึง 3.45 หมื่นล้านบาท สกินแคร์ มาแรง 3 ปีซ้อน TikTok ครองเบอร์สอง แซงหน้า YouTube
ดัชนีสำคัญในการสะท้อนภาพรวมธุรกิจและสินค้าต่างๆ มีมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างไรผ่านการใช้จ่ายงบประมาณในการทำตลาดและการทำโฆษณาดิจิทัลในแต่ละปี โดย สมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ DAAT จึงได้ร่วมมือกับ คันทาร์ (ประเทศไทย) บริษัทวิจัยการตลาดและที่ปรึกษากลยุทธ์ด้านแบรนด์ชั้นนำของโลก รายงานถึง เม็ดเงินโฆษณาในปี 2568 เพื่อร่วมชี้เทรนด์ในประเทศไทยของภาคธุรกิจในการทำกิจกรรมการตลาด และภาคกลุ่มสินค้าที่มีการใช้เม็ดเงินในปี 2568 ว่าจะมีการขยายตัว 10% มูลค่าสูงถึง 3.45 หมื่นล้านบาท
อาภาภัทร บุญรอด กรรมการผู้จัดการฝ่ายลูกค้า และประธานฝ่ายการเจริญเติบโตแห่งเอเชียอาคเนย์ คันทาร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ประเมินโฆษณาดิจิทัลในปี 2568 ขยายตัวได้ 10% ท่ามกลางความกังวลจากสถานการณ์หนี้ครัวเรือนของประเทศไทย และอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ประเมินว่าจะชะลอตัวลงก็ตาม แรงหนุนสำคัญมาจากภาคสินค้าหลักมีการใช้เงินในระดับสูงทั้งกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับภาคบริการ และกลุ่มการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งจึงเป็นแรงกระตุ้นต่อการใช้จ่ายโดยรวมของประเทศไทย
ภาพรวมกลุ่มสินค้าที่มีการใช้เม็ดเงินสูงสุดในอุตสาหกรรมดิจิทัลปีนี้จะไม่มีความแตกต่างเมื่อเทียบกับปีก่อนมากนัก โดยทุกกลุ่มต่างใช้เงินเพิ่มมากขึ้น ยกเว้นกลุ่มยานยนต์ และอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัวลง 1%
สกินแคร์ครองเม็ดเงินลงทุนโฆษณาดิจิทัล 3 ปีซ้อน
สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิว มีเม็ดเงินการลงทุนสูงถึง 6,128 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากปีก่อน เนื่องจากหลังโควิดที่ทุกคนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ทำให้มีความสนใจในการดูแลตัวเองมากขึ้น ถือว่ามีการขยายตัวสูง และครองอันดับหนึ่งต่อเนื่องมาสามปีแล้ว รองลงมา อุตสาหกรรมยานยนต์มีมูลค่า 2,981 ล้านบาท แต่มีการใช้เม็ดเงินลดลง 1% จากปีก่อน เนื่องจากการเข้ามาของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าประเทศจีน ต่างเน้นทำโปรโมชันจำนวนมาก อาจให้ความสำคัญในการโฆษณาทางดิจิทัลลดลง
ขณะที่ อันดับสามเป็นกลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ มีมูลค่า 2,942 ล้านบาท ขยายตัว 17% ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม มีการใช้เม็ดเงินสูงถึง 2,525 ล้านบาท ขยายตัว 25% กลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคม มีเม็ดเงินสูงถึง 2,104 ล้านบาท มีการขยายตัว 3% ซึ่งมาจากกลุ่มหลักคือ ผู้ประกอบการแบรนด์โทรทัศน์มือถือต่างๆ ทำการตลาดมากขึ้น
รีเทลแข่งเดือดใช้งบพุ่ง 14%
อันดับหก ได้แก่ รีเทล มีการใช้เม็ดเงิน 1,990 ล้านบาท ขยายตัว 14% โดยกลุ่มรีเทล กลับมาใช้เงินทำการตลาดสูงมาก แสดงถึงอุตสาหกรรมโดยรวมที่มีการแข่งขันมากขึ้นในทุกกลุ่มค้าปลีก อันดับเจ็ด ธนาคาร มีการใช้เม็ดเงินถึง 1,227 ล้านบาท มีการขยายตัว 19% อันดับแปด อสังหาริมทรัพย์ 1,126 ล้านบาท ชะลอตัวลง 1% ตามสถานการณ์ของตลาด และ กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและวิตามิน มีการใช้เม็ดเงิน 1,107 ล้านบาท มีการขยายตัว 7% แต่กลุ่มที่มีการลดใช้งบมากที่สุดคือ ภาคประกัน ลดลงถึง 18%สำหรับภาพรวมการลงทุนตามช่องทางดิจิทัล โดยกลุ่มที่มาแรงและครองเม็ดเงินมากที่สุด ได้แก่ เมตา (Mata) รวมเฟซบุ๊ก และอินสตราแกรม ครองส่วนแบ่งการตลาดใช้เม็ดเงิน 26% อยู่ที่ 9,088 ล้านบาท แต่ครองสัดส่วนลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน ที่มีสัดส่วน 28%
• นักการตลาดเลือก TikTok แซงหน้า YouTube ได้เป็นครั้งแรก
รองลงมา ติ๊กต็อก (TikTok) ครองส่วนแบ่งได้ 16% ด้วยเม็ดเงิน 5,510 ล้านบาท ถือว่าสามารถแซงเข้าสู่อันดับสองได้เป็นครั้งแรกตั้งแต่ทำสำรวจมา จากปีก่อนครองสัดส่วน 7% โดยมีการขยายตัวแบบเท่าตัว จากการเป็นสื่อที่มุ่งนำเสนอวีดีโอสั้น และมีเรื่องราวที่สนุกสนานจึงสอดรับกับคนไทยที่ชื่นชอบการรับชมในเนื้อหาแบบนี้ และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ทุกกลุ่ม รวมถึงกลายเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถสร้างอิทธิพลต่อคนไทยได้สูงมาก
อันดับสาม ยูทูบ (YouTube) ครองส่วนแบ่ง 15% ด้วยเม็ดเงิน 5,155 ล้านบาท อันดับสี่ได้แก่ สื่อครีเอทีฟ ครองส่วนแบ่ง 8% ด้วยเม็ดเงินประมาณ 2,714 ล้านบาท และอันดับเจ็ด ออนไลน์ วีดีโอ ต่างๆ ครองส่วนแบ่ง 7% ด้วยเม็ดเงินประมาณ 2,463 ล้านบาท
เมื่อประเมินกลุ่มที่ใช้งบโฆษณาดิจิทัลสูงสุดในแต่ละกลุ่มพบว่า กลุ่มผลิตภัณฑ์ในการดูแลผิว สนใจลงสื่อ ติ๊กต็อก มากสุด รองลงมา เมตา และ ยูทูบ สำหรับยานยนต์ สนใจสื่อ เมตามากที่สุด รองลงมา ติ๊กต็อก และยูทูบ ทางด้าน กลุ่มเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ และกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับนม ต่างเลือกลงสื่อในเครือ เมตามากสุด รองลงมาคือ ยูทูบ และ ติ๊กต็อก
“ติ๊กต็อก สามารถครองใจกลุ่มคนไทยและได้รับความสนใจจากแบรนด์ต่างๆ มากขึ้น สะท้อนได้อย่างชัดเจนจากแบรนด์สกินแคร์ ใช้งบโฆษณาสูงสุด เนื่องจากมีความหลากหลาย และมีอินฟลูเอนเซอร์ ในการสร้างคอนเทนต์หลายด้าน และเมื่อลูกค้าเข้าไปรับชมในช่วงแรกอาจไม่สนใจซื้อสินค้า แต่เมื่อไปยาวๆ จะเริ่มสนใจที่จะเลือกซื้อสินค้าต่างๆ มากขึ้น”
ทางด้านเครื่องมือทางการตลาดหลักที่แบรนด์ต่างๆ สนใจสูงคือ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ ที่กลายเป็นเครื่องมือในการทำตลาดและช่วยในการเพิ่มยอดขายสินค้า
• เผยปี 67 โฆษณาดิจิทัลในปี 2567 โต 8% ต่ำกว่าที่คาดไว้
สมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) รายงานต่อว่า ภาพรวมโฆษณาดิจิทัลในปี 2567 ที่ผ่านมา มีการขยายตัว 8% ด้วยมูลค่า 3.15 หมื่นล้านบาท ถือว่าภาพรวมมีการใช้เม็ดเงินต่ำกว่าที่ประเมินไว้ว่าจะขยายตัว 16% เนื่องจากผลจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมทำให้เม็ดเงินในการใช้จ่ายชะลอตัวลง รวมถึงกลุ่มสินค้าขนาดใหญ่ทั้งยานยนต์ และประกันภัยต่างชะลอในการใช้จ่ายเงิน แต่กลุ่มสินค้าขนาดเล็ก สามารถขยายตัวได้ดีอยู่ ทั้งนี้ภาพรวมกลุ่มที่มีการใช้เม็ดเงินสูงสุดคือ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว รองลงมา กลุ่มยานยนต์ กลุ่มเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ กลุ่มภาคการสื่อสาร และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับนม
ภารุจ ดาวราย นายกสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) เสริมว่า มูลค่าการลงทุนในโฆษณาดิจิทัลในปี 2568 ที่ประเมินว่าจะขยายตัว 10% จะทำให้ผู้ประกอบการและนักการตลาด สามารถวางแผนทำกิจกรรมการตลาด เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บข้อมูลมูลค่าโฆษณาดิจิทัลประจำปี 2567 และการคาดการณ์ในปี 2568 มาจากการร่วมมือจาก 33 เอเจนซีของประเทศไทย และมีการมุ่งเจาะลึกใน 70 กลุ่มอุตสาหกรรมและ 18 ประเภทสื่อดิจิทัล
March 31, 20251,581 3 minutes
-
February 2, 20261,566 38 minutes