EVAT ส่งสัญญาณหนุนรีดภาษีรถ ‘EV’ นำเข้า 35% ปกป้องอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย
EVAT ส่งสัญญาณหนุนรีดภาษีรถ ‘EV’ นำเข้า 35% ปกป้องอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย
05 พ.ย. 69 | 09:53 น.
นายกฤษฎา
อุตตโมทย์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ และอดีตนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (Electric
Vehicle Association of Thailand - EVAT) เปิดเผยว่า สมาคมฯ
เห็นด้วยกับการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี (EV) นำเข้า โดยกำหนดอัตราภาษีไว้ที่ 35% ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอที่สมาคมฯ
ร่วมกับอีก 9 สมาคมพันธมิตร
ซึ่งมีสมาชิกรวมกันกว่า 1,500 ราย เคยนำเสนอต่อภาครัฐ
เพื่อปกป้องและยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศ
ปัจจัยสำคัญของการปรับโครงสร้างภาษีดังกล่าว
ไม่ใช่เพียงการปิดกั้นการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า
แต่ต้องมองในมิติยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและ GDP ของไทย
โดยการปรับขึ้นภาษีถือเป็นมาตรการเชิงรับ
เพื่อปกป้องผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย
ให้สามารถใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ สร้างการจ้างงาน
และแข่งขันกับผู้ประกอบการที่นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูปเข้ามาจำหน่ายได้
การปรับขึ้นภาษีเป็นเพียงมาตรการเชิงรับ
สิ่งที่ต้องทำต่อคือมาตรการเชิงรุก
เพื่อดึงดูดการลงทุนและสร้างโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย
เร่งกำหนดมาตรการเชิงรุก
ทั้งนี้
โจทย์สำคัญหลังจากนี้คือการกำหนดมาตรการเชิงรุก
เพื่อจูงใจให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ต่างชาติเข้ามาลงทุนและขยายกำลังการผลิตในประเทศไทยมากขึ้น
รวมถึงส่งเสริมการจัดซื้อชิ้นส่วนจากผู้ผลิตไทย
เพื่อนำไปใช้ในสายการผลิตของบริษัทหรือโรงงานในเครือทั่วโลก และสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต
ทั้งระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Autonomous) และเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ (Connectivity)
สำหรับโครงสร้างภาษีที่มีการพูดถึงก่อนหน้านี้
คาดว่าจะมีการแบ่งออกเป็น 3 ระดับ (Tier) โดยระดับต่ำสุดคือกลุ่มผู้ผลิตในประเทศ
ซึ่งได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในอัตรา 2%
ส่วนระดับสูงสุดคือรถยนต์นำเข้า
ซึ่งกำหนดไว้ที่ 35% ขณะที่ระดับกลาง
(Tier 2) ยังต้องรอความชัดเจนเกี่ยวกับอัตราภาษีพิเศษและเงื่อนไขที่จะเชื่อมโยงกับการลงทุน
การสร้างงาน และการจัดซื้อชิ้นส่วนภายในประเทศ
อย่างไรก็ดี
ภาคอุตสาหกรรมต้องการเห็นความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว
เพื่อให้ผู้ผลิตสามารถวางแผนการผลิตและการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป
โดยเฉพาะการกำหนดเงื่อนไขให้เกิดการลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีควบคู่กัน
เพื่อสร้างการเติบโตให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างต่อเนื่อง
เตือนคนซื้อรถเร่งตัดสินใจก่อนต้นทุนขยับ
ด้านผลกระทบต่อผู้บริโภค
คาดว่าช่วงเวลาตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงสิ้นปีจะเป็นช่วงที่ผู้บริโภคซึ่งมีแผนซื้อรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนำเข้าอาจตัดสินใจซื้อเร็วขึ้น
เนื่องจากทราบว่าปีหน้าจะมีการปรับขึ้นภาษีอย่างแน่นอน
ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่ประกอบในประเทศไทยอยู่แล้วอาจไม่ได้รับผลกระทบหรือมีความแตกต่างมากนัก
ส่วนข้อเสนอของสมาคมฯ
ที่ร่วมกับอีก 9 สมาคมพันธมิตรเคยนำเสนอต่อภาครัฐ มีทั้งหมด 8 ยุทธศาสตร์
โดยสามารถสรุปเป็น 3 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย
- ส่งเสริมการลงทุนจริงและสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ
โดยภาครัฐควรออกแบบสิทธิประโยชน์ทางภาษีและกำหนดตัวเลขการนำเข้าที่เชื่อมโยงกับการลงทุนในประเทศอย่างชัดเจน
รวมถึงตรวจสอบสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) เพื่อให้มั่นใจว่าเกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยจริง
อีกทั้งควรพิจารณาสิทธิประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
หรือบีโอไอ (BOI) โดยอาจจำกัดสิทธิการส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพออยู่แล้ว
เพื่อป้องกันการแข่งขันด้านราคาหรือการทุ่มตลาด (Dumping) ที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย
ยกเว้นกรณีการร่วมทุน (Joint Venture) หรือทำธุรกิจร่วมกับบริษัทไทยที่ถือหุ้นไม่น้อยกว่า
40% รวมถึงเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบภายหลังได้รับการส่งเสริมการลงทุน
- สนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่แข่งขันได้
โดยพิจารณาปัจจัยด้านต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบ
พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of
Origin) เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้า
และสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ผลิตภายในประเทศ
- ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากรไทย
โดยประเทศไทยไม่ควรเป็นเพียงฐานการประกอบรถยนต์
แต่ต้องได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่สามารถวัดผลได้จริง
รวมถึงเปิดโอกาสให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยเข้ามามีส่วนร่วม
และส่งเสริมการทดสอบเทคโนโลยีภายในประเทศ โดยเฉพาะระบบช่วยขับขี่และระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานของไทย
ควรเปลี่ยนจากสนามแข่งขันด้านยอดขายรถยนต์
เป็นสนามแข่งขันด้านการลงทุน การสร้างงาน และการสร้างเทคโนโลยีในประเทศไทย
นายกฤษฎา กล่าวอีกว่า
เป้าหมายสำคัญของการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
คือการสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว โดยไม่มุ่งเน้นเพียงยอดขายรถยนต์
แต่ต้องทำให้เกิดการลงทุน การจ้างงาน และการพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศอย่างแท้จริง
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++