ทรัมป์ส่งซิกประธานเฟดใหม่ ฉุดตลาดทองคำผันผวน-ดอลลาร์แข็งค่า
ถิรดา
มั่นพลศรี
02 ก.พ. 2569 | 13:13 น.
สัญญาณการเมืองการเงินจาก โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังกลายเป็นตัวแปรใหม่ที่เขย่าความเชื่อมั่นตลาดโลก
เมื่อกระแสข่าวการเตรียมเสนอชื่อประธาน ธนาคารกลางสหรัฐฯคนใหม่
ผสานกับเงินเฟ้อฝั่งผู้ผลิตของสหรัฐที่เร่งตัวเกินคาด ส่งผลให้ทองคำ หุ้นสหรัฐฯ
และค่าเงินดอลลาร์ผันผวนพร้อมกันในทิศทางเดียวกัน
นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์
บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า
สินทรัพย์ทั่วโลกผันผวนประเมินเป็นไปได้จากข่าวเตรียมเปลี่ยนผู้ว่าประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ
(เฟด) และเงินเฟ้อฝั่งผู้ผลิตมากกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์
ระยะสั้นเพิ่มความระมัดระวังโดยเฉพาะการใช้เงินกู้หรือทุนที่ยืมมาเพื่อเพิ่มขนาดการลงทุนให้ใหญ่กว่าทุนตัวเองที่มีอยู่
(Leverage) ทองคำผันผวนมากเป็นไปได้จากดอลลาร์แข็งค่าผสานกับก่อนหน้าปรับขึ้นมาแรง
ราคาทองคำมองการปรับฐานลงเป็นผลมาจากสาเหตุ
1.
แคนดิเดตประธานเฟดคนใหม่แม้จะมีแนวทางว่าเห็นด้วยกับการปรับลดดอกเบี้ยแต่ไม่สนับสนุนการทำนโยบายการเงิน
(QE) ซึ่งปัจจัยนี้มองเป็นลบกับราคาทองคำ
2.
ดัชนี PPI
ปรับขึ้นแข็งแกร่งในวันศุกร์กดดันทิศทางดอกเบี้ยรวมถึงราคาทองคำ
แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่าสาเหตุหลักของทองคำที่ปรับฐานอาจมาจากราคาที่ปรับขึ้นค่อนข้างมาก
นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน +25% และปีที่แล้วทั้งปี +64%
จากสถิติในอดีตทองคำเฉลี่ยมักปรับขึ้นเพียง 4-5% CAGR ประกอบกับกระแสกลัวตกรถเป็นอีกปัจจัย
อย่างไรก็ตามยังมีมุมมองเชิงบวกต่อราคาทองคำในเชิงปัจจัยพื้นฐาน
สะท้อนผ่านการเข้าซื้อของธนาคารกลางจนทำให้ข้อมูลล่าสุดธนาคารกลางทั่วโลกถือทองคำมากกว่าตราสารหนี้ภาครัฐ
โดยดอลลาร์ยังมีโอกาสอ่อนค่ารับแรงกดดันจากการลดดอกเบี้ยของเฟด
ผสานกับหนี้สหรัฐฯที่อยู่ระดับสูง นอกจากนี้
กระแสภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นอีกปัจจัยหนุนทองคำ
แต่ด้วยราคาที่ปรับขึ้นมาร้อนแรงอาจเผชิญกับการปรับฐาน
แต่ระยะยาวมองไปยังข้างหน้ายังมีมุมมองเชิงบวก นักลงทุนระยะยาวทยอยหาโอกาสได้
ประธานเฟดใหม่กดดันตลาดหุ้น
ขณะที่หุ้นสหรัฐฯ ก็เริ่มผันผวน
โดยสัปดาห์นี้มีหุ้นขนาดใหญ่ทยอยรายงาน ดังนั้น ในแง่ของกลยุทธ์จึงแนะนำเน้นหุ้น Domestic
Play , Defensive มองจะ Outperform กว่า GLobal
Play สาเหตุจากสัปดาห์นี้เตรียมเลือกตั้ง
โดยตลาดหุ้น Dow Jones คืนวันศุกร์ปิดลบ 179
จุด (-0.36%) นักลงทุนกังวลว่า
ทรัมป์เสนอชื่อประธานเฟดคนใหม่จะใช้นโยบายการเงินเข้มงวด ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT
ปิดลบ 0.03% เผชิญแรงทำกำไรหลังราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นก่อนหน้าจากข่าวอิหร่าน
ซึ่งเมื่อคืนวันศุกร์ (30 ม.ค.69)
ที่ผ่านมาเกิดความกังวลกับสินทรัพย์ทั่วโลกทั้งทองคำ หุ้นสหรัฐฯ
พร้อมกับ Dollar ที่ปรับขึ้นมาแข็งค่า
ประเมินสาเหตุเป็นไปได้จาก
1.
สหรัฐฯ
รายงานเงินเฟ้อฝั่งผู้ผลิตพบว่าขยายตัวมากกว่าที่ Bloomberg Consensus ประเมินไว้ (PPI +3%จากช่วงเดียวกันกับปีก่อน
สวนทางกับ Consensus คาดการณ์ที่ 2.8% จากช่วงเดียวกันกับปีก่อน)
หรืออีกปัจจัย
2.
ทรัมป์เสนอชื่อ Kevin
Warsh เป็นประธานเฟด คนถัดไป
ประวัติว่าที่ผู้ว่าท่านนี้เคยทำงานให้กับ Morgan Stanly และเคยเป็นคณะกรรมการของเฟด
ในอดีตที่ผ่านมา Warsh เคยมองว่าการใช้นโยบายการเงิน (QE)
เป็นการบิดเบือนตลาด
แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังๆ
มานี้ก็เริ่มมีแนวคิดเริ่มส่งสัญญาณว่าเห็นด้วยกับทรัมป์เช่นการปรับขึ้นภาษีนำเข้ารวมไปถึงหนุนการลดดอกเบี้ยของเฟด
ดังนั้นระยะสั้นนักลงทุนอาจเลือกขายทำกำไรก่อนบนความไม่แน่นอนของผู้ว่เฟดคนใหม่
เชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่ทรัมป์ค่อนข้างส่งสัญญาณชัดเจนคืออยากให้เฟดลดดอกเบี้ยการหาผู้ว่าประธานเฟด
คนใหม่ก็ควรจะมีแนวทางผ่อนคลายนโยบายการเงินมากกว่าจะเข้มงวด หุ้นสหรัฐฯ
ที่ปรับลงจึงมองเป็นโอกาสมากกว่าโดยเฉพาะหุ้นที่กำไรดี (META
VISA)
กลับมาที่ปัจจัยในประเทศ พบว่า
วันศุกร์ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมารายงานภาวะเศรษฐกิจไทยประจำเดือน ธ.ค.
พบว่าดีขึ้นจากเดือน พ.ย. ตามการส่งออกสินค้าที่ดีขึ้นจากกลุ่ม Tech
และสินค้าเกษตร
การบริโภคขยายตัวจากมาตรการภาครัฐและรถยนต์เร่งขึ้นก่อนมาตรการ EV 3.0 จะสิ้นสุดลง
สอดคล้องกับการลงทุนภาคเอกชนโดยเฉพาะการลงทุนหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์
มองเป็นปัจจัยบวกเล็กน้อยต่อการลงทุน (DELTA TISCO KKP) คืนนี้รอติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ประกอบไปด้วย PMI ภาคผลิตจาก ISM Bloomberg Consensus คาดการณ์ไว้ที่ 48.5
หุ้นไทยเผชิญแรงกดดันจิตวิทยา
สำหรับวันนี้ประเมิน SET INDEX เคลื่อนไหวในกรอบ 1,300 - 1,340 ตลาดเริ่มเผชิญแรงกดดันเชิงจิตวิทยา
(เช้านี้ Dow Jones Future แกว่งลบพร้อมกับทองคำที่ปรับลง)
แรงกดดันอาจเกิดจาก 2 สาเหตุที่รายงานก่อนหน้า
ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนอาจเลือก Wait & See และขายทำกำไร (Take Profit) บางส่วนเพื่อรอซื้อกลับในช่วงถัดไปแต่หากรับความเสี่ยงสูงระยะสั้นอาจเลือก
Trading ในหุ้นกลุ่มส่งออกอย่าง ITC TU รับเงินบาทที่อ่อนค่า, กลุ่ม Defensive เช่น BDMS BCH ADVANC มองเป็นกลุ่มหลบภัยที่ดี,
กลุ่มค้าปลีก อาทิ BJC CPALL HMPRO และศูนย์การค้า CPN
หุ้นเด่นแนะซื้อ
·
ITC (ราคาเป้าหมาย 19.30 บาท) ผลประกอบการไตรมาส 4/2568
ยังคงแข็งแกร่ง แม้ว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นมากก็ตาม
โดยเราคาดกำไรสุทธิอยู่ที่ 799 ล้านบาท (+1% จากช่วงเดียวกันกับปีก่อน และ -2%จากไตรมาสก่อน)
ขณะที่รายได้คาดที่ 4,839 ล้านบาท
ขณะที่กำไรขั้นต้นยังรักษาระดับสูงกว่า 25% จาก
ผลดีของนสินค้าในกลุ่ม Premium ที่ยังอยู่ในระดับสูง
·
BDMS (ราคาเป้าหมาย 26.00 บาท)
จากข่าวบริษัทประกันมีแผนยกเลิกจำหน่ายกรมธรรม์เหมาจ่ายตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. 2569 เป็นต้นไป
คาดผลกระทบต่อกลุ่มโรงพยาบาลจำกัด โดยฉบับใหม่จะบังคับใช้ Copayment โดยไม่ต้องดูพฤติกรรมการเบิกจ่ายที่เกินความจำเป็นเช่นในฉบับหลัง 31
มี.ค. 2568 ทั้งนี้ไม่มีผลย้อนหลังต่อฉบับที่มีการจำหน่ายออกไปก่อน
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาวะที่ปัจจัยต่างประเทศยังเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
การติดตามทิศทางนโยบายการเงิน เงินเฟ้อ และสัญญาณเศรษฐกิจในประเทศอย่างใกล้ชิด
ยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญของการตัดสินใจลงทุน
โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด
ซึ่งทำให้การบริหารความเสี่ยง การจัดสัดส่วนการลงทุน และการเลือกจังหวะเข้าซื้อ
มีบทบาทมากขึ้นต่อผลลัพธ์ของพอร์ตในระยะถัดไป
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++