สมาคมประกันวินาศภัย ชี้ ประกันรถEVวิกฤต แนะรัฐเร่งคุมค่าอะไหล่
สมาคมประกันวินาศภัย ชี้ ประกันรถEVวิกฤต แนะรัฐเร่งคุมค่าอะไหล่
ฐานเศรษฐกิจ
04 พ.ย. 2568 | 14:40 น.
ที่ปรึกษาสมาคมประกันวินาศภัยไทย ชี้ ประกันรถ EV วิกฤต อัตราเสียหายพุ่ง 90% สูงกว่ารถทั่วไป แนะรัฐบาลคุมราคาอะไหล่ ก่อนผู้บริโภคแบกรับเบี้ยแพง
นายอานนท์ วังวสุ ประธานกรรมการ
บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด และ ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร
สมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ประกันภัยรถยนต์พลังงานไฟฟ้า
(EV) ในปัจจุบันว่า ผ่านรายการ “ฐานทอล์ค” ช่องเนชั่นทีวี22ว่า
แม้จะมีบริษัทขนาดใหญ่เพียง 3-4 แห่งที่ยังคงรับประกันอยู่
แต่ภาพรวมของตลาดประกันภัยรถ EV กำลังเผชิญกับวิกฤตการขาดทุน
เนื่องจากมีอัตราความเสียหาย (Loss Ratio) ที่สูงมากถึง
80-90% ซึ่งสูงกว่ารถยนต์สันดาปทั่วไปที่มีอัตราความเสียหายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ
60%
นายอานนท์กล่าวว่า ปัจจุบันปริมาณรถ EV
ที่มีประกันภัยภาคสมัครใจอยู่ในระบบมีประมาณ
300,000 คัน แต่แนวโน้มการเติบโตของรถ EV
กำลังเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
โดยคิดเป็นประมาณ 25% ของยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งในประเทศ
และคาดว่าจะขยายตัวเป็น 30-40% ในอนาคตอันใกล้
แม้ว่าปัญหาในวันนี้จะยังไม่ใหญ่ แต่คาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ปริมาณรถ EV จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
สาเหตุของวิกฤติประกันรถ EV
สำหรับสาเหตุหลักที่ทำให้บริษัทประกันหลายแห่งไม่รับ
หรือถอนตัวจากการรับประกันรถ EV คือปัญหาค่าซ่อมบำรุงที่ไม่คุ้มค่า
ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัย
ความถี่ในการเกิดเหตุสูงขึ้น
โดยในปีแรกของการใช้งานรถ EV พบว่าความถี่ในการเกิดเหตุจะสูงกว่ารถทั่วไป
เนื่องจากผู้ขับขี่ไม่คุ้นเคยกับกำลังที่ตอบสนองอย่างรวดเร็วของรถ EV ทำให้เกิดการเร่งหรือชะลอตัวอย่างรวดเร็ว
ค่าซ่อมอะไหล่ทั่วไปราคาสูงมาก
แม้ว่าความเสียหายสิ้นเชิง (Total Loss) เช่น การเปลี่ยนแบตเตอรี่ (ซึ่งคิดเป็น 70-80% ของราคารถ) จะมีสัดส่วนไม่มากนัก คือไม่เกิน 10% ของความเสียหายทั้งหมด แต่ปัญหาใหญ่คือ ค่าชิ้นส่วนอะไหล่ทั่วไป ที่มีราคาสูงมาก เนื่องจากอุปกรณ์ส่วนใหญ่ในรถ EV เป็นเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ (ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์) ซึ่งผู้จำหน่ายรถยนต์เป็นผู้กำหนดราคาอะไหล่โดยอิสระ เนื่องจากอู่ภายนอกยังไม่มีศักยภาพในการซ่อม หรือหากซ่อมอาจทำให้เสียประกัน/วารันตี (Warranty) การที่บริษัทจำหน่ายรถมีความเป็นอิสระในการกำหนดราคาค่อนข้างสูงนี้ ส่งผลให้ค่าซ่อมชิ้นส่วนอะไหล่แพงมาก
นอกจากนี้
ปัญหาการแข่งขันด้านราคาของรถ EV ในตลาด
ทำให้ราคาขายลดลงอย่างรวดเร็ว เช่น จากราคา 1.2 ล้านบาท เหลือ 700,000 บาท
แต่เนื่องจากค่าซ่อม (ซึ่งไม่ใช่ความเสียหายสิ้นเชิง) ยังคงเดิม
บริษัทประกันจึงยังต้องตึงราคาเบี้ยประกันไว้ตามการคำนวณของนักคณิตศาสตร์ประกันภัย
ส่งผลให้เบี้ยประกันเมื่อเทียบกับทุนประกันที่ลดลงในแต่ละปี
ดูเหมือนแพงขึ้นในความรู้สึกของผู้บริโภค
ทางออกของปัญหา
นายอานนท์เน้นย้ำว่า
ในขณะที่บริษัทประกันสามารถปรับตัวได้เร็วด้วยการขึ้นเบี้ยหากตัวเลขขาดทุนชัดเจน
แต่ผู้ที่เดือดร้อนที่สุดคือประชาชน ที่ต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยสูงขึ้น ทางสมาคมฯ
ได้มีการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)
อย่างใกล้ชิด และกำลังร่วมกันกำหนดอัตราเบี้ยประกันรถ EV ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
โดยคาดว่าภายในสิ้นปีนี้ ทาง คปภ.
และสมาคมฯ อาจจะต้องออกตัวเลขความเสียหายที่เป็นภาพรวมของตลาด
เพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงให้บริษัทประกันภัย
อย่างไรก็ตาม
ประเด็นสำคัญที่สุดคือเรื่องราคาอะไหล่ นายอานนท์เห็นว่าภาครัฐ
โดยเฉพาะกระทรวงอุตสาหกรรม อาจจะต้องเข้ามาดูแลเรื่องราคาค่าอะไหล่รถยนต์ EV
ให้เป็นมาตรฐานมากขึ้น
เนื่องจากเป็นอำนาจของหน่วยงานราชการที่จะสามารถควบคุมในส่วนนี้ได้
และหากไม่ดำเนินการแก้ไขในส่วนนี้
สุดท้ายผู้บริโภคก็จะต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยในราคาสูงต่อไป
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++