โลกแห่ตุนอาหารเข้าทางไทย ‘ปลากระป๋อง-ข้าว-ไก่’ รับอานิสงส์ รอคำสั่งซื้อเพิ่ม
โลกแห่ตุนอาหารเข้าทางไทย
‘ปลากระป๋อง-ข้าว-ไก่’ รับอานิสงส์ รอคำสั่งซื้อเพิ่ม
04 พ.ย. 69 | 11:20 น.
กระแสความไม่แน่นอนของโลกกำลังทำให้หลายประเทศหันมาให้ความสำคัญกับการสำรองอาหารและสิ่งของจำเป็น
หลังมีรายงานมากกว่า 30 ประเทศส่งสัญญาณหรือแนะนำให้ประชาชนเตรียมสำรองอาหารและความพร้อมด้านต่างๆ
ไว้รับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ
ภัยคุกคามทางไซเบอร์
ตลอดจนความเสี่ยงที่อาจทำให้ระบบขนส่งและห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก
ปรากฏการณ์ดังกล่าวกำลังเปิดโอกาสให้ประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตและส่งออกอาหารรายสำคัญของโลก
โดยเฉพาะสินค้าที่เก็บรักษาได้นานและพร้อมบริโภค ทั้งปลากระป๋อง ทูน่า
ผักผลไม้แปรรูป อาหารพร้อมรับประทาน อาหารแห้ง รวมถึงข้าวและเนื้อไก่
ซึ่งมีโอกาสได้รับความต้องการเพิ่มขึ้นจากประเทศที่ต้องการกระจายแหล่งนำเข้าและสร้างความมั่นคงด้านอาหาร
โลกเร่งสำรองอาหาร
รับมือภัย 4 ด้าน
รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช
อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน วิเคราะห์ว่า
ปัจจัยที่ทำให้หลายประเทศเร่งเตรียมสำรองอาหารมี 4 ด้านสำคัญ ได้แก่
ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดถี่และสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง
ภัยไซเบอร์ที่อาจโจมตีระบบธนาคารและการเงินจนประชาชนไม่สามารถเข้าถึงเงินเพื่อซื้ออาหารได้
ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางและสงครามระหว่างประเทศ รวมถึงความไม่สงบทางสังคมจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
โลกเผชิญภัยพิบัติประมาณ 400 ครั้งต่อปี
ขณะที่ความเสียหายจากน้ำท่วมและสภาพอากาศแปรปรวนมีแนวโน้มขยายวงกว้าง กระทบทั้งถนน
ไฟฟ้า น้ำประปา และระบบขนส่ง
ทำให้หลายประเทศแนะนำให้ประชาชนเตรียมอาหารและสิ่งจำเป็นไว้ใช้ประมาณ 3-7 วัน
เพื่อรองรับกรณีระบบสาธารณูปโภคหรือการกระจายสินค้าหยุดชะงัก
ด้านนายวิศิษฐ์
ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย มองว่า
การเตรียมสำรองอาหารของแต่ละประเทศมีสาเหตุแตกต่างกัน
ทั้งประเทศที่อยู่ใกล้พื้นที่สงคราม ประเทศที่เผชิญภัยพิบัติ
และประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าอาหารในสัดส่วนสูง เช่น ญี่ปุ่นและหลายชาติในยุโรป
ซึ่งมีความกังวลหากเกิดปัญหาในห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ
อาหารกระป๋อง-พร้อมกิน
จับตาตลาดยุโรป
นายวิศิษฐ์ระบุว่า
สถานการณ์ดังกล่าวเป็นโอกาสในการส่งออกของไทย
ในกลุ่มอาหารที่เก็บรักษาได้นานและไม่ต้องพึ่งพาระบบทำความเย็นตลอดเวลา
โดยเฉพาะอาหารกระป๋อง เช่น ปลากระป๋อง ทูน่า ผัก ผลไม้ ถั่ว และข้าวโพดหวาน
รวมถึงอาหารบรรจุซองที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ (Retort Pouch)ซึ่งสามารถเก็บรักษาในอุณหภูมิห้องได้
นอกจากนี้ยังมีอาหารพร้อมรับประทาน
เช่น ข้าวและกับข้าวสำเร็จรูป อาหารแห้ง เส้น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และผลไม้อบแห้ง
ตลอดจนผลิตภัณฑ์อาหารที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม เช่น อาหารโปรตีนสูง
อาหารลดโซเดียม และอาหารสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นสินค้ามูลค่าเพิ่มได้
ตลาดยุโรปเป็นหนึ่งในตลาดที่น่าจับตา
เนื่องจากเป็นผู้นำเข้าอาหารรายใหญ่
และอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปในภูมิภาคต้องพึ่งพาวัตถุดิบและส่วนผสมจากหลายประเทศ
เมื่อเกิดปัญหาการขนส่งหรือวัตถุดิบบางชนิดขาดแคลน
ผู้ประกอบการอาจต้องกระจายแหล่งจัดซื้อและมองหาผู้ผลิตรายใหม่ที่สามารถแข่งขันด้านราคาและคุณภาพได้
ซึ่งเป็นโอกาสของผู้ส่งออกไทย
ทั้งนี้
แม้ยุโรปจะมีฐานการผลิตธัญพืชในบางพื้นที่
แต่ยังมีความเปราะบางในกลุ่มอาหารแปรรูปและอาหารสำเร็จรูปที่ต้องใช้ส่วนผสมจากต่างประเทศหลายชนิด
หากวัตถุดิบ บางรายการขาดแคลน
อาจทำให้ผู้นำเข้าต้องปรับแหล่งจัดซื้อหรือผ่อนคลายข้อจำกัดทางการค้าบางประการเพื่อให้มีสินค้าเพียงพอ
อย่างไรก็ตาม
โอกาสดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับคำสั่งซื้อจริง
เพราะการเพิ่มสต็อกอาจเป็นเพียงการเร่งซื้อในช่วงหนึ่ง
เมื่อปริมาณสำรองถึงระดับที่ต้องการ ความต้องการก็อาจกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ผู้ผลิตไทยจึงควรเพิ่มกำลังผลิตตามคำสั่งซื้อที่ชัดเจน และต่อยอดไปสู่สัญญาซื้อขายระยะยาว
เนื้อไก่ไทยคาดรับออร์เดอร์เพิ่ม
อีกกลุ่มสินค้าที่มีโอกาสรับอานิสงส์คือเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์ไก่แปรรูป
ซึ่งไทยมีฐานการผลิตและส่งออกไปตลาดยุโรปอยู่แล้ว โดยตลาด EU ที่รับซื้อเนื้อไก่ไทยประมาณ
10% ของปริมาณส่งออกไก่ทั้งหมด
จุดแข็งของผลิตภัณฑ์ไก่ไทยอยู่ที่ความสามารถในการแปรรูปและรักษาคุณภาพสินค้าให้เหมาะกับการขนส่งระยะไกล
ขณะที่ความต้องการอาหารที่จัดเก็บได้และมีความพร้อมบริโภคอาจทำให้ผู้นำเข้าให้ความสำคัญกับการกระจายแหล่งจัดซื้อเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดี
ผู้ส่งออกไทยยังต้องเผชิญข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์
โดยเฉพาะค่าระวางเรือที่ปรับเพิ่มขึ้น 2-5 เท่าตัวจากความเสี่ยงในเส้นทางขนส่งสำคัญ
ทั้งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง รวมถึงค่าประกันภัยที่สูงขึ้น
ขณะที่การขนส่งสินค้าไปยุโรปใช้เวลาประมาณ 30-45 วัน
ทำให้ต้องบริหารต้นทุนและกำหนดเวลาส่งมอบอย่างรอบคอบ
นายวิศิษฐ์ประเมินว่า
การส่งออกอาหารไทยในช่วง 8-9 เดือนแรกยังติดลบราว 5-7% โดยตั้งเป้าส่งออกทั้งปี 1.7 ล้านล้านบาท เท่ากับปีก่อน
และคาดว่าจะทำได้ไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านล้านบาท ส่วนไตรมาส 4 ต้องเร่งส่งมอบคำสั่งซื้อเพื่อรองรับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่
ก่อนเตรียมสินค้าเข้าสู่ตลาดในช่วงตรุษจีนปีหน้า
ข้าวไทยเจาะตลาดเอเชีย
ฟิลิปปินส์-มาเลเซียหนุน
สำหรับข้าวไทย นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์
นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย มองว่า
กระแสสำรองอาหารในยุโรปยังไม่ได้ส่งผลให้เกิดคำสั่งซื้อข้าวไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
เนื่องจากหลายประเทศในยุโรปไม่ได้บริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก
โดยตลาดข้าวไทยในยุโรปส่วนใหญ่อยู่ในฝรั่งเศสและอังกฤษ
ซึ่งมีขนาดไม่มากเมื่อเทียบกับตลาดเอเชีย
ตลาดที่ต้องจับตาจึงเป็นเอเชีย
โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ ซึ่งคาดว่าจะนำเข้าข้าวมากกว่า 5 ล้านตันในปีหน้า
จากผลผลิตภายในประเทศที่ไม่เพียงพอ
และนโยบายกระจายแหล่งนำเข้าเพื่อลดการพึ่งพาเวียดนาม
หลังเคยประสบปัญหาการส่งมอบข้าวไม่เป็นไปตามสัญญาเมื่อราคาตลาดปรับตัวสูงขึ้น
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นโอกาสของไทย
โดยปี 2568 ไทยส่งออกข้าวไปฟิลิปปินส์ 186,000 ตัน
ขณะที่ปีนี้ถึงเดือนสิงหาคมส่งออกไปแล้ว 520,000 ตัน
และคาดว่าทั้งปีจะส่งออกได้ประมาณ 600,000-700,000 ตัน
ส่วนมาเลเซียคาดว่าจะนำเข้าข้าวไทยประมาณ 600,000 ตัน
เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่นำเข้าประมาณ 300,000 ตัน
โดยปีนี้ในช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคมนำเข้าแล้ว 450,000 ตัน
นายชูเกียรติระบุว่า
การส่งออกข้าวไทยช่วง 9 เดือนแรกทำได้ประมาณ 4.99 ล้านตัน จากเป้าหมายทั้งปี 7 ล้านตัน
จึงยังเป็นโจทย์หนักในช่วง 3 เดือนสุดท้าย
ขณะเดียวกันราคาข้าวไทยยังสูงกว่าคู่แข่ง โดยข้าวขาว 5% ของไทยอยู่ที่ประมาณ 488 ดอลลาร์ต่อตัน
เทียบกับเวียดนาม 430 ดอลลาร์ และอินเดีย 385-415 ดอลลาร์ต่อตัน
ทำให้การแข่งขันด้านราคายังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญ
จี้รัฐปลดล็อก MOU อาหาร
สร้างคำสั่งซื้อจริง
อีกประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการคือการเปลี่ยนข้อตกลงความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร
(Food Security) กับต่างประเทศให้เกิดผลในทางปฏิบัติ
โดยนายชูเกียรติตั้งข้อสังเกตว่า แม้ไทยจะลงนาม MOU กับหลายประเทศ เช่น
สิงคโปร์ บังกลาเทศ ติมอร์-เลสเต และภูฏาน
แต่ยังขาดรายละเอียดว่าจะนำไปสู่การซื้อขายจริง รวมถึงการจัดเก็บ
และการส่งมอบสินค้าอย่างไร
หากเกิดวิกฤตอาหารขึ้นจริง
ข้อตกลงที่ไม่มีรายละเอียดเรื่องปริมาณซื้อขายและเงื่อนไขการส่งมอบอาจไม่สามารถสร้างประโยชน์ให้ผู้ส่งออกไทยได้อย่างแท้จริง
จึงเสนอให้รัฐบาลกำหนดกลไกที่ชัดเจน เช่น การซื้อข้าวล่วงหน้า
การจัดเก็บสินค้าในคลังโดยมีค่าฝากรักษา หรือการกำหนดปริมาณและระยะเวลาส่งมอบที่แน่นอน
สำหรับปริมาณข้าวในประเทศ
นายชูเกียรติมองว่ายังไม่มีความจำเป็นต้องตั้งคลังสำรองข้าวเชิงยุทธศาสตร์เพิ่มเติม
เนื่องจากไทยผลิตข้าวสารได้ประมาณ 20 ล้านตันต่อปี
บริโภคภายในประเทศ 10-11 ล้านตัน และมีส่วนเกินสำหรับส่งออกเกือบครึ่งหนึ่ง
อีกทั้งผลผลิตทยอยออกสู่ตลาดต่อเนื่อง
จึงสามารถบริหารปริมาณส่งออกให้สอดคล้องกับความต้องการภายในประเทศได้
ชูระบบความมั่นคงประเทศ
รับมือวิกฤตระยะยาว
ด้านนายชิต เหล่าวัฒนา
นายกสมาคมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแห่งประเทศไทย (DIAT) เสนอว่า
การเตรียมความพร้อมของไทยต้องมองกว้างกว่าความมั่นคงด้านอาหาร
โดยต้องสร้างความสามารถของประเทศในการรองรับและฟื้นตัวจากวิกฤต
เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างประเทศสามารถส่งผลกระทบต่อพลังงาน การเงิน การค้า
การขนส่ง และระบบเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว
รัฐบาลจึงควรประเมินความเสี่ยงด้านพลังงาน
ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและ LNG หากเส้นทางขนส่งสำคัญหยุดชะงัก
ควบคู่กับการเตรียมมาตรการรองรับความผันผวนของตลาดการเงิน ต้นทุนโลจิสติกส์
และห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงดูแลความต่อเนื่องของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ทั้ง Data
Center, Cloud, Telecommunications และระบบ Cybersecurity ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจยุคใหม่
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++