สรุปประชุม IMF–World Bank 2026 โลกโต 3.1% บน 3 แรงปะทะ "พลังงาน–AI–หนี้" ไทยได้การบ้าน "โตต่ำ"
สรุปประชุม
IMF–World
Bank 2026 โลกโต 3.1% บน 3 แรงปะทะ "พลังงาน–AI–หนี้" ไทยได้การบ้าน
"โตต่ำ"
18 ต.ค. 69 | 11:50 น.
การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก
(IMF–World
Bank Group Annual Meetings 2026) ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ปิดฉากลงพร้อมผู้เข้าร่วมเกือบ
20,000 คนจาก 191 ประเทศ
ซึ่งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ระบุว่าเป็นจำนวนสูงสุดนับตั้งแต่มีการจัดประชุม นับเป็นการกลับมาเป็นเจ้าภาพการประชุมอย่างยิ่งใหญ่ของไทยในรอบ 35 ปี นับจากปี 2534
ภาพที่ผู้นำการเงินโลกฉายตลอดหนึ่งสัปดาห์ส่งสัฐญาณชัดเจนว่า
เศรษฐกิจโลกยังยืนได้ แต่ยืนบนพื้นที่แคบลงเรื่อยๆ โดยนางคริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการ IMF เปรียบว่าโลกเป็นเรือลำเดียวกัน ซึ่งกำลังถูกคลื่นเทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์ซัด
ขณะที่ความสามารถในการหักเลี้ยวหลบหลีกถูกจำกัดด้วยภาระหนี้สาธารณะ
โลก "นิ่ง"
เพราะสองแรงหักล้างกัน
รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (WEO) ฉบับตุลาคม 2569 คงคาดการณ์การเติบโตปี 2569 ไว้ที่ 3.1% ชะลอจาก 3.5% ในปี 2568 และปรับเพิ่มปี 2570 เป็น 3.4% ตัวเลขปีนี้เท่ากับที่ IMF คาดไว้เมื่อหนึ่งปีก่อน
แต่จอร์จีวาย้ำว่าความนิ่งนี้เป็นผลสุทธิของสองแรงที่สวนทางกัน
แรงแรกคือวิกฤตอุปทานพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลาง
ซึ่งดันเงินเฟ้อและกดการเติบโต แรงที่สองคือกระแสการลงทุนด้าน AI ที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจ
จาก 2 ปัจจัยดังกล่าว
ทำให้ความแตกต่างการเติบโตทางเศรษฐกิจจึงรุนแรงเมื่อมองลงไปรายประเทศ
โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสงครามถูกปรับลดคาดการณ์อย่างมาก เช่น
กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) ที่คาดว่าจะหดตัว 4.8% ในปีนี้
ส่วนประเทศในห่วงโซ่ AI ถูกปรับเพิ่ม เช่น ไต้หวันที่คาดว่าจะโต 10.7% และเวียดนาม 8.4%
IMF ระบุว่าปัจจุบันมีเพียง 32 ประเทศที่สร้าง 95% ของการเติบโตโลก ลดลงจาก 54 ประเทศเมื่อเดือนเมษายน
และความเสี่ยงยังเอียงไปด้านลบ ทั้งสงครามที่อาจยืดเยื้อ
การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ภัยไซเบอร์ และสภาพอากาศสุดขั้ว
ราคาอาหารเป็นอีกแรงกดดัน
นับตั้งแต่เกิดสงครามในตะวันออกกลาง ราคานำเข้าข้าวเพิ่มขึ้น 50% และข้าวสาลีเพิ่มขึ้น 37% ขณะที่ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ
ซึ่งคาดว่าจะลากยาวถึงไตรมาสแรกปี 2570 จะยิ่งซ้ำเติมแรงกดดันด้านราคาอาหาร
IMF ชู 3 วาระรับมือเศรษฐกิจโลกดัน Bangkok
Blueprint สกัดภัยการเงินดิจิทัล
เงินเฟ้อกลับมา
ธนาคารกลางคุมเข้ม "พร้อมกัน"
ประเด็นที่ผู้ร่วมประชุมพูดถึงมากที่สุดคือเงินเฟ้อ IMF คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปของโลกจะขึ้นจาก
4.1% เป็น 4.7% ในปีนี้
จากราคาพลังงานและอาหารเป็นหลัก
นายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ขึ้นเวทีระหว่างประเทศครั้งสำคัญที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 148 ของการดำรงตำแหน่ง
เขาย้ำว่าเฟดจะรักษาเสถียรภาพราคา หลังขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ 3.75–4.00%
เมื่อวันที่ 16 กันยายน ซึ่งเป็นการขึ้นครั้งแรกนับจากปี 2566 แต่เขาปฏิเสธที่จะบอกทิศทางการประชุมที่เหลือของปี
โดยระบุว่านี่คือ "บทใหม่ของเฟด" ที่ไม่ใช้การชี้นำล่วงหน้าอีกต่อไป
วอร์ชตั้งข้อสังเกตว่าธนาคารกลางเกือบทั่วโลกกำลังคุมเข้มพร้อมกัน "ไม่มีใครเกาะกินฟรี" สอดคล้องกับข้อมูลของ IMF ที่ว่าธนาคารกลางหลัก 14 จาก 33 แห่งขึ้นดอกเบี้ยนับจากไตรมาส
2 ปีนี้
จอร์จีวาสนับสนุนแนวทางนี้
โดยมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยวันนี้ดีกว่าการตามหลังสถานการณ์แล้วต้องขึ้นแรงกว่าในวันหน้า
ขณะที่ตลาดพันธบัตรก็ตอบรับเรื่องนี้แล้ว
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของสหรัฐฯ เยอรมนี
และญี่ปุ่น แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2002, 2009 และ 1996 ตามลำดับ
ส่วนยีลด์ระยะยาวในเอเชียส่วนใหญ่ขึ้น 40–60 basis points ในปีนี้
ซึ่งหมายถึงต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นทั้งของรัฐบาลและภาคธุรกิจ
AI ทั้งเครื่องยนต์และจุดเปราะบาง
AI เป็นหัวข้อที่แทรกอยู่แทบทุกเวที
วอร์ชมองว่า AI น่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุดในชีวิตของเขาจนถึงตอนนี้
ในระยะกลางจะเป็น "ช็อกด้านอุปทานเชิงบวก" แต่ตอนนี้กำลังดันอุปสงค์ขึ้นก่อน
และเส้นทางไปถึงจุดนั้นจะขรุขระ
ขณะที่รายงานเสถียรภาพระบบการเงินโลก (GFSR) ของ IMF ประเมินความเสี่ยงต่อระบบการเงินไว้ที่ระดับ
"สูง" และชี้ว่าเลเวอเรจในระบบนิเวศ AI กำลังเพิ่มขึ้นใน 3 ช่องทาง
- หุ้นกู้ของผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่: สัดส่วนต่อการออกหุ้นกู้ระดับน่าลงทุนทั่วโลกเพิ่มจากไม่ถึง
1% เป็น 10% นับจากปี
2567
- เฮดจ์ฟันด์และสินเชื่อมาร์จิ้น: ฐานะซื้อหุ้นรวมกับสินเชื่อมาร์จิ้นเพิ่มจาก
10% เป็นราว
15% ของ GDP ประเทศพัฒนาแล้ว
- Leveraged ETF: สัดส่วนหุ้นรายตัวใน ETF แบบทวีคูณเพิ่มจาก 16% เป็น 28% จากการที่นักลงทุนรายย่อยใช้กองทุนประเภทนี้ลงทุนในหุ้น
AI
IMF ยังพบธุรกรรม "การเงินแบบหมุนวน" ระหว่างบริษัท AI 14 รายการ
มูลค่าการลงทุนในหุ้นราว 3 แสนล้านดอลลาร์ เสริมด้วยหนี้อีก 6.5 แสนล้านดอลลาร์
แลกกับคำมั่นซื้อบริการหรือชิปในอนาคตรวม 1.4 ล้านล้านดอลลาร์
หากการลงทุน AI คลายตัว ฉากทัศน์ของ IMF ชี้ว่า GDP โลกอาจลดลงสูงสุด 0.4% ภายในปี 2571 และเอเชียจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด
เพราะผูกกับห่วงโซ่การผลิต AI อย่างใกล้ชิด
ในด้านแรงงาน
ข้อมูลประกาศรับสมัครงานกว่า 40 ล้านรายการในเอเชียพบว่า
ความต้องการแรงงานในอาชีพที่ AI ทำแทนได้มากลดลงเกือบ 10% แล้วทรงตัว
ขณะที่บริษัทที่ใช้ AI จ้างงานเพิ่มเร็วกว่า
IMF จึงสรุปว่า AI กำลัง "ปรับรูปงาน" มากกว่า "ลบงาน" ด้านจอร์จีวาเตือนบนเวที Small AI
ว่างานระดับเริ่มต้นที่ทำซ้ำเป็นกิจวัตรมีแนวโน้มถูกแทนที่ก่อน
ซึ่งกระทบคนรุ่นใหม่ที่กำลังหางานแรก
อีกความเสี่ยงที่ทุกเวทีกังวลคือภัยไซเบอร์
จอร์จีวาระบุว่าระยะเวลาตั้งแต่พบช่องโหว่จนถึงถูกโจมตีหดจากหลายเดือนเหลือหลายชั่วโมง
และอีกไม่นานอาจเหลือเพียงไม่กี่นาที
หนี้สาธารณะ
กันชนที่บางลงเรื่อยๆ
ขณะที่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
เครื่องมือรับมือกลับน้อยลง นายโรดริโก วัลเดส ผู้อำนวยการฝ่ายการคลังของ IMF ระบุว่าการขาดดุลการคลังของหลายประเทศขยายตัวมากกว่าคาด
แทนที่จะทยอยลดลง และหนี้ที่สูงในวันนี้มาพร้อมดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
ต่างจากช่วงดอกเบี้ยสูงเมื่อ 15–20 ปีก่อน
ซึ่งหนี้สาธารณะยังต่ำกว่านี้มาก
ที่ประชุมคณะกรรมการการเงินและการคลังระหว่างประเทศ
(IMFC) เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม
เห็นพ้องให้ลดความเปราะบางทางการคลังและปรับฐานะการคลังให้สมดุล
ขณะที่จอร์จีวาย้ำว่าประเทศหนี้สูงต้องมีแผนการคลังระยะกลางที่น่าเชื่อถือและคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง
ส่วนรายงานของ IMF เสนอให้ใช้มาตรการช่วยเหลือแบบเจาะกลุ่มแทนการอุดหนุนราคาแบบหว่านแห
จอร์จีวายังเรียกร้องให้มหาอำนาจเศรษฐกิจแก้ความไม่สมดุลของโลก
โดยสหรัฐฯ ต้องออมมากขึ้น จีนต้องบริโภคมากขึ้น และยุโรปต้องลงทุนมากขึ้น
ไทยในสายตา IMF: แข็งแรงด้านเสถียรภาพ
แต่โตช้า
สำหรับไทย ข่าวที่สร้างแรงสะเทือนที่สุดของสัปดาห์คือคาดการณ์ GDP ปี 2569 ที่ 2.1% และทรงตัวที่ 2.1% ในปี 2570 แม้จะปรับขึ้นจาก 1.5% ในเดือนเมษายน
แต่ยังต่ำสุดในกลุ่มอาเซียน-5 และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่
4.4% อยู่กว่าเท่าตัว
IMF ยังคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยจะพลิกจากเกินดุล
3.0% ของ GDP ในปี 2568 เป็นขาดดุล 1.2% ในปีนี้
จากค่านำเข้าพลังงาน ส่วนเงินเฟ้อไทยจะดีดจาก −0.1% เป็น 2.1%
เมื่อเจาะลึกในหนังสือ "Shaping the
Future of Asia" ที่ IMF เปิดตัวในวันแรก
พบว่าไทยอยู่กลุ่มเดียวกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน
คือกลุ่มที่ประชากรวัยแรงงานหดตัวแล้ว และระบุว่าไทยกับเวียดนามเสี่ยง
"แก่ก่อนรวย" ขณะที่ความพร้อมด้าน AI ของไทยอยู่ระดับปานกลาง
คาดว่าจะปรับสู่ AI เต็มรูปแบบในช่วงทศวรรษ 2030–2040 หมายความว่าแรงฉุดจากสังคมสูงวัยจะมาก่อนแรงหนุนจากเทคโนโลยี
ขณะที่นายวิทัย รัตนากร
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ยังมั่นใจว่าเศรษฐกิจปีนี้จะโตราว 2.3% จากการส่งออกที่คาดว่าจะโต 17–18% และการลงทุนเอกชนกับ FDI ราว 13% แต่ยอมรับว่า GDP ศักยภาพของไทยลดลงเหลือราว 2.7% จากปัญหาเชิงโครงสร้าง
ทั้งการลงทุนต่ำมาหลายทศวรรษ ผลิตภาพถดถอย กำลังแรงงานลดลงจากสังคมสูงวัย
และหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 86–87%
ด้านนายเอกนิติยืนยันว่าไทยมีศักยภาพโตได้มากกว่าที่
IMF คาด
หากเดินหน้านโยบายที่ให้การลงทุนนำการเติบโต รัฐบาลและเอกชนตั้งเป้า "3% พลัส"
แต่เมื่อถูกถามว่าจะเกิดขึ้นในปีนี้หรือไม่ เขาตอบเพียงว่า
"ก็พยายามทำให้เร็วที่สุดครับ"
จุดแข็งที่ไทยชูบนเวทีโลกคือวินัยการคลัง
หนี้สาธารณะราว 60% ของ GDP ต่ำกว่าหลายประเทศตะวันตกที่เข้าใกล้
100% และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ
10 ปีปรับขึ้นน้อยกว่าสหรัฐฯ
มาก ขณะเดียวกัน ยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในครึ่งแรกของปีพุ่ง 47% จากการย้ายฐานการผลิตในอุตสาหกรรม
AI อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
และยานยนต์ไฟฟ้า
สิ่งที่ไทยได้กลับมา
ต้องยอมรับว่าการประชุมครั้งนี้ไทยได้ชื่อเสียงในฐานะเจ้าภาพ
โดยจอร์จีวากล่าวว่าทั้งโลกได้รับประโยชน์จากการต้อนรับของไทย และนายมูฮัมหมัด
อัลจาดาน ประธาน IMFC ระบุว่าไทย "ตั้งมาตรฐานไว้สูงมาก" ให้เจ้าภาพครั้งต่อไป
นอกจากนี้ไทยยังได้ผลลัพธ์เชิงนโยบายหลายด้าน ดังนี้
- Bangkok Blueprint: กรอบ 5 เสาหลัก
12 ข้อพิจารณา
ที่ ธปท. จัดทำร่วมกับ IMF และธนาคารโลก
เพื่อป้องกันและสกัดเส้นทางเงินจากภัยการเงินดิจิทัลข้ามพรมแดน
และได้รับการสนับสนุนจากสมาชิก IMFC ความเสียหายจากการฉ้อโกงในไทยลดจากกว่า
43,000 ล้านบาทในปี 2567 เหลือกว่า 9,000 ล้านบาทในครึ่งแรกของปี
2569 ขณะที่ความเสียหายทั่วโลกประเมินไว้ราว
1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี
- ดีลทวิภาคีกว่า 50 เวที: รวมถึงการลงนามอนุสัญญาภาษีซ้อนกับนอร์เวย์
ความร่วมมือด้านตลาดทุนกับลักเซมเบิร์ก การหารือกับธนาคารโลกและ ADB เรื่องระบบบริหารจัดการน้ำลุ่มเจ้าพระยาและป่าสัก
และข้อตกลงกับ ADB สนับสนุนโรงพยาบาลรองรับสังคมสูงวัย
- เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ: ธนาคารโลกให้วงเงินกู้
200 ล้านดอลลาร์ผ่าน
EXIM Bank ภายใต้โครงการเมืองคาร์บอนต่ำ (LCC) โดยมีธนาคารกรุงไทยและตลาดหลักทรัพย์ฯ
ร่วมพัฒนากลไกซื้อขายคาร์บอนเครดิต
- ยุทธศาสตร์ "Trusted Connector": วางไทยเป็นผู้เชื่อมระหว่างมหาอำนาจกับประเทศขนาดเล็ก
ผ่านโครงข่ายพลังงานสะอาดลาว–ไทย–มาเลเซีย–สิงคโปร์
กรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) และการเจรจา FTA กับยุโรป
5 เรื่องที่ต้องจับตาหลังจากนี้
1.
ทิศทางดอกเบี้ยโลก: การประชุม FOMC อีก 2 ครั้งที่เหลือของปี
ในวันที่เฟดไม่ส่งสัญญาณล่วงหน้าแล้ว ตลาดเสี่ยงผันผวนสูงขึ้น
และกระทบทิศทางเงินบาทกับการตัดสินใจของ กนง.
2.
สัญญาณฟองสบู่ AI: การออกหุ้นกู้ของกลุ่มเทค
เลเวอเรจในตลาด และกำไรจริงของบริษัท AI เทียบกับความคาดหวัง
โดยเฉพาะตลาดหุ้นเอเชียที่ผูกกับห่วงโซ่ AI
3.
ราคาพลังงานและอาหาร:
ความยืดเยื้อของสงครามตะวันออกกลางและเอลนีโญ
ซึ่งกระทบทั้งต้นทุนธุรกิจและดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย
4.
ช่องว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจของระหว่าง 2.1% กับ 3%: วัดกันที่ว่ายอดขอส่งเสริมการลงทุนแปลงเป็นเม็ดเงินลงทุนจริงได้เร็วแค่ไหน
และ SMEs ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานได้มากเพียงใด
5.
การปฏิรูปการคลังและกติกาใหม่:
แผนกระทรวงการคลังในการลดรายจ่ายซ้ำซ้อน ใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี
และเก็บภาษีแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างชาติ
รวมถึงมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนที่บริษัทจดทะเบียนต้องเตรียมรับ
ก่อนปิดการประชุม
จอร์จีวากล่าวว่า IMF จะน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กลับไปยังวอชิงตัน
ใจความคือประโยชน์และผลดีทั้งหลายไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่ต้องค่อยๆ
สร้างสมให้แข็งแรงขึ้นตามกาลเวลา
ซึ่งอาจเป็นข้อเตือนใจที่ตรงที่สุดสำหรับเศรษฐกิจไทยเช่นกัน
ความสำเร็จของเจ้าภาพจบลงพร้อมกับงานประชุม
แต่โจทย์การยกระดับการเติบโตจาก 2% ไปสู่ 3% เพิ่งเริ่มต้น
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++