หน้าหลัก

กทม.ปูแผน5ปี แสนล้านบูรณาการ บิ๊กโปรเจ็กต์ ระบบคลอง-อุโมงค์ ป้องมหานครจมบาดาล

ตุลาคม 2, 2026 6 0

กทม.ปูแผน5ปี แสนล้านบูรณาการ บิ๊กโปรเจ็กต์ ระบบคลอง-อุโมงค์ ป้องมหานครจมบาดาล

By ปารณีย์ คชพร

02 ต.ค. 69 | 08:34 น.

 

แม้สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในเขตกรุงเทพมหานคร จะเริ่มคลี่คลายลง หลังเกิดปรากฎการณ์ “ฝนตกแช่” นานติดต่อกันหลายวัน ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ประชาชนมีความยากลำบากในการใช้ชีวิตโดยเฉพาะฝั่งตะวันออก ต้องแช่น้ำนานไม่ต่ำกว่า1สัปดาห์ เพราะไม่สามารถระบายน้ำที่มาจากทุกทิศทางได้อย่างทันท่วงที

 

ปูแผน 5-7 ปีแสนล้านป้อง”มหานคร”จมน้ำ

 วิกฤตการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น กรุงเทพมหานคร ได้ทำแผนบูรณาการ 5-7 ปี นับจากนี้เป็นต้นไปเพื่อรับมือมหาอุทกภัย ทั้งในระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว ซึ่งประเมินว่าต้องใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาท ทั้งโครงการขนาดใหญ่ และขนาดเล็ก เพื่อไม่ให้ศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศได้รับความเสียหายในระยะยาว

โดยมาตรการระยะสั้น เริ่มตั้งแต่การหมั่นตรวจสอบคอยพร่องน้ำในคูคลองสายย่อย ลงสู่คลองระบายน้ำสายหลัก ตรวจสอบความคล่องตัว การดูแลประตูระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำให้มีสภาพที่พร้อมใช้งาน เร่งรัดลอกท่อระบายน้ำซึ่งยาวกว่า 5,000 กิโลเมตรให้เร็วขึ้นกว่าปกติก่อนฤดูฝนเช่นเดียวกับการกำจัดวัชพืชผักตบชวา รวมถึงการตรวจสอบขยะสิ่งปฏิกูลขวางทางน้ำโดยเฉพาะขยะชิ้นใหญ่ที่ทิ้งลงคูคลองและร่วมมือกับประชาชนหมั่นตรวจสอบหน้าบ้านของตนเอง กำจัดขยะและวัชพืชกีดขวางทางน้ำ

ขยายคลองธรรมชาติ-ทำคลองคอนกรีต

ขณะมาตรการระยะกลางและระยาว แผนที่จะดำเนินการ เกี่ยวกับ การยกระดับระบบคลองให้ระบายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะการปรับปรุงระบบระบายน้ำแนวเหนือ -ใต้ ตั้งแต่คลองหกวาสายล่างไปจนถึงคลองประเวศบุรีรมย์ 

อย่างไรก็ตามคลองในกรุงเทพมหานครมีทั้งสิ้น กว่า 2,000 สาย เป็นคลองขนาดใหญ่ กว่า30 สาย เช่นคลองบางกอกใหญ่ คลองเปรมประชากร คลองแสนแสบ คลองประเวศบุรีรมย์ ฯลฯ ขณะคลองสายรองมี 1,980 สาย ที่ต้องเร่งขุดลอก คูคลอง ให้มีความลึกมากขึ้นและขยายบริเวณแนวคลองให้มีความกว้าง ลดความคดเคี้ยว เพื่อให้น้ำไหลได้สะดวกขึ้น

โดยเฉพาะการขยายคลองธรรมชาติ ปรับปรุงให้เป็นดาดท้องคลอง หรือ คลองคอนกรีต ที่การใช้วัสดุคงทน อย่างคอนกรีต เสริมเหล็ก คอนกรีตล้วน หรือแผ่นคอนกรีต ฉาบ เท หรือดาดบริเวณพื้นก้นคลองและลาดตลิ่งขึ้นมาเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ช่วยให้น้ำไหลผ่านได้สะดวก รวดเร็วขึ้น ป้องกันไม่ให้น้ำกัดเซาะหน้าดินหรือตลิ่งพังทลาย ขณะเดียวกันประชาชนมักต่อต้านเนื่องจากต้องการให้คงสภาพเป็นคลองธรรมชาติ และติดปัญหางบประมาณที่มีจำกัด ที่ต้องเร่งดำเนินการแม้จะใช้เวลานาน คืออาคารบ้านเรือนประชาชนที่ปลูกสร้างรุกล้ำคลองสายหลัก เพื่อเปิดพื้นที่ให้ระบายน้ำไปลงปากอุโมงค์ยักษ์ ทั้ง 7 แห่งได้คล่องตัวมากขึ้น เช่นอุโมงค์พระราม 9 อุโมงค์บางซื่อเป็นต้น ขณะเดียวกันยังเร่งก่อสร้างอุโมงค์ยักษ์อีก6แห่ง 

แก้มลิง 45 แห่งรองรับน้ำ 14 ล้าน ลบ.ม.ปี70

ขณะการจัดทำแก้มลิงทั่วกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะฝั่งตะวันออก ได้น้อมนำแนวพระราชดำริโครงการแก้มลิงมากำหนดและพัฒนาพื้นที่รับและหน่วงน้ำ 38 แห่ง รวมปริมาตรเก็บกัก 13,712,305 ลูกบาศก์เมตร เพิ่มจากเดือน พฤษภาคม 2565 ซึ่งมี34 แห่ง ความจุรวม 13,468,605 ลูกบาศก์เมตร โดยนับตั้งแต่ปี 2565 มีการเพิ่มพื้นที่และปรับปรุงประสิทธิภาพแก้มลิงอย่างต่อเนื่อง และอยู่ระหว่างดำเนินการเพิ่มเติมอีก 7 แห่งรวมประมาณ 290,000 ลูกบาศก์เมตร เมื่อดำเนินการครบจะมีแก้มลิงรวม45 แห่ง รองรับน้ำได้มากกว่า 14 ล้านลูกบาศก์เมตร

6 แก้มลิงเจ้าปัญหา ประชาพิจารณ์ไม่ผ่าน

 สำหรับโครงการบึงรับน้ำ 6 แห่ง ที่สำนักการระบายน้ำศึกษาและเคยกำหนดมาก่อน พบว่า 4 แห่งทำประชาพิจารณ์แล้วไม่ผ่านความเห็นชอบของประชาชนในพื้นที่ ขณะที่โครงการบึงรับน้ำคลองคู้บอน เนื้อที่ประมาณ130 ไร่ และคลองบางชัน เนื้อที่ประมาณ 39 ไร่ มีประเด็นเรื่องความคุ้มค่าในการเวนคืนและก่อสร้าง เมื่อเปรียบเทียบกับการพัฒนาบึงหนองบอน ระบบคลองสายหลัก และระบบลำเลียงน้ำ เพื่อเชื่อมต่อเข้าสู่อุโมงค์ระบายน้ำส่วนต่อขยายบึงหนองบอน อย่างไรก็ตามการจัดทำผังเมืองใหม่ไม่ปรากฏเรื่องของแก้มลิงอยู่ในผังเมืองนั้น กรุงเทพมหานครโดยสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง ยืนยันว่ากระแสข่าวดังกล่าวคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เนื่องจากแก้มลิงทั้ง 6 นี้ไม่เคยอยู่ในผังเมืองปัจจุบัน เนื่องจากไม่ผ่านตั้งแต่ขั้นตอนประชาพิจารณ์

บูรณาการผังเมืองใหม่ป้องอุทกภัย

            ด้านนายอาสา ทองธรรมชาติ ผู้อำนวยการสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร ระบุว่า การจัดทำผังน้ำ ในร่างผังเมืองฉบับใหม่เพิ่มมิติการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยเฉพาะการกำหนดแนวทางระบายน้ำและพื้นที่ฟลัดเวย์อย่างเป็นระบบ หลังจากที่ผ่านมาแนวทางดังกล่าวส่วนหนึ่งอยู่ภายใต้การกำหนดพื้นที่สีเขียวลายตามผังเมืองเดิมขณะที่พระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 กำหนดให้การจัดทำผังเมืองรวมต้องจัดทำ “ผังน้ำ” ควบคู่กัน เพื่อให้การวางผังเมืองคำนึงถึงระบบน้ำและการป้องกันปัญหาอุทกภัยมากขึ้น

  สำหรับพื้นที่ฟลัดเวย์เดิมมีการกำหนดแนวพื้นที่ขนาดใหญ่และใช้ข้อกำหนดควบคุมการพัฒนามาเป็นเวลากว่า 40 ปี โดยครอบคลุมพื้นที่เชื่อมโยงกรุงเทพฯ ปทุมธานี และสมุทรปราการ อย่างไรก็ตาม เมื่อพื้นที่โดยรอบมีการพัฒนาเมืองเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ปทุมธานีและสมุทรปราการที่มีทั้งชุมชน โรงงานอุตสาหกรรม และโครงการที่อยู่อาศัย ทำให้พื้นที่ฟลัดเวย์ตามแนวคิดเดิมไม่สามารถรักษาสภาพไว้ได้ทั้งหมด

ยกระดับระบบคลองลดพื้นที่ฟลัดเวย์คืนประชาชน

 สำหรับการกำหนดพื้นที่ฟลัดเวย์ ในผังเมืองฉบับใหม่ กรุงเทพมหานครได้พิจารณาทบทวนจากแนวพื้นที่เดิมที่กำหนดไว้เป็นบริเวณกว้าง โดยพื้นที่ฟลัดเวย์เดิมมีขนาดราว 100,000 ไร่ ก่อนปรับลดลงเหลือประมาณ 1 ใน 3 หรือราว กว่า30,000 ไร่ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการพัฒนาเมืองในปัจจุบัน ขณะที่พื้นที่ซึ่งยังมีบทบาทสำคัญต่อการรองรับและระบายน้ำยังคงกำหนดเป็นพื้นที่สีเขียวลายไว้ ขณะที่กรุงเทพ มหานครยังคงควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ดังกล่าวค่อนข้างเข้มงวดมาอย่างต่อเนื่อง

 สำหรับแนวฟลัดเวย์ด้านตะวันออก ของกรุงเทพฯ มีลักษณะเชื่อมโยงระบบคลองในแนวเหนือ-ใต้และตะวันออก-ตะวันตก โดยคลองแสนแสบเป็นหนึ่งในแนวคลองสำคัญบริเวณช่วงมีนบุรีต่อเนื่องไปทางหนองจอก ขณะที่คลองประเวศบุรีรมย์เป็นแนวตะวันออก-ตะวันตกที่มีบทบาทเชื่อมต่อกับระบบคลองแนวเหนือ-ใต้ เพื่อช่วยนำน้ำลงสู่พื้นที่ตอนล่างและออกสู่ทะเลบริเวณสมุทรปราการ อย่างไรก็ตาม พื้นที่ลาดกระบังมีลักษณะเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำหรือแอ่งกระทะ ทำให้การระบายน้ำยังเป็นโจทย์สำคัญ โดยเฉพาะเมื่อมีฝนตกหนัก

 ขณะเดียวกัน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐในพื้นที่ตะวันออกของกรุงเทพฯ ทั้ง สนามบินสุวรรณภูมิ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และระบบรถไฟฟ้า ได้กลายเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวของเมืองและความต้องการใช้ประโยชน์ที่ดินเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การรักษาพื้นที่สีเขียวลายหรือพื้นที่ที่ทำหน้าที่รองรับและระบายน้ำตามแนวคิดเดิมต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับสภาพเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป

ดังนั้น แนวทางของผังเมืองฉบับใหม่จึงต้องปรับลดขนาดพื้นที่ฟลัดเวย์จากแนวพื้นที่เดิมที่มีขนาดใหญ่มาก หลังจากพื้นที่บางส่วนถูกพัฒนาเป็นเมืองไปแล้ว ขณะที่พื้นที่ที่ยังมีศักยภาพในการทำหน้าที่เป็นพื้นที่รับน้ำและระบายน้ำยังคงรักษาไว้ในรูปแบบพื้นที่สีเขียวลาย โดยเฉพาะบริเวณแนวคลองและพื้นที่ด้านตะวันออก เพื่อให้สามารถรักษาสมดุลระหว่างการบริหารจัดการน้ำกับการพัฒนาเมืองในแง่สังคมและคุณภาพชีวิตประชาชน

 ทั้งนี้ ในการจัดทำผังเมืองฉบับใหม่ได้พิจารณาระบบน้ำและพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมควบคู่กับการกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน เนื่องจากพื้นที่ด้านตะวันออกของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะมีนบุรี หนองจอก และลาดกระบัง มีลักษณะเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำและเป็นแอ่งรับน้ำ อีกทั้งมีระบบคลองทั้งแนวเหนือ-ใต้และตะวันออก-ตะวันตก โดยมีคลองแสนแสบ และคลองประเวศบุรีรมย์เป็นแนวสำคัญในการเชื่อมโยงระบบระบายน้ำ ดังนั้น พื้นที่ที่ยังจำเป็นต่อระบบน้ำจึงยังได้รับการรักษาไว้ ขณะที่การปรับการใช้ประโยชน์ที่ดินจะพิจารณาตามศักยภาพและข้อจำกัดของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้การขยายตัวของเมืองเดินควบคู่กับการบริหารจัดการน้ำ

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ความคิดเห็น (0)