อนุทิน สั่งลุยเมกะโปรเจ็กต์น้ำ 3 แสนล้าน ปัดฝุ่นฟลัดเวย์ แก้น้ำท่วม กทม.
อนุทิน
สั่งลุยเมกะโปรเจ็กต์น้ำ 3 แสนล้าน ปัดฝุ่นฟลัดเวย์ แก้น้ำท่วม
กทม.
30 ก.ย. 69 | 09:03 น.
ปัญหาอุทกภัยที่สร้างความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรม
อุตสาหกรรม รวมถึงไปถึงเหตุการณ์ “ฝนถล่มกรุง” จนทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็นอัมพาต
ส่งผลให้รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ต้องประกาศวันหยุดราชการพิเศษ วันที่ 28-29 กันยายน 2569 สถานการณ์ดังกล่าวกลายเป็นโจทย์เร่งด่วนรัฐบาลกับการหาวิธีป้องกันด้วยการเร่งรัดแก้ไขผ่านเมกะโปรเจ็กต์ด้านการบริหารจัดการน้ำ
โดยมีเป้าหมายแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ในระยะยาว
และเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำหลากลงสู่อ่าวไทย
นายกรัฐมนตรี ประกาศด้วยตัวเองว่า
การแก้ไขปัญหาระยะยาวเรื่องการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์
ได้มอบหมายสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
ศึกษาโครงการก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากชัยนาท - ป่าสัก-อ่าวไทย
ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้หากรวมกับโครงการก่อนหน้าที่ผ่านการพิจารณาจาก ครม. ได้แก่
โครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง
และโครงการบรรเทาอุทกภัยภาคใต้ จะมีรวมวงเงินรวมกันกว่า 2.9 - 3 แสนล้านบาท
สำหรับวงเงินเมกะโปรเจกต์แก้ปัญหาน้ำท่วมทั้ง
3
โครงการ
แบ่งเป็น โครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง มีวงเงิน 9.5 หมื่นล้านบาท
ส่วนคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทยมีวงเงิน 1.65 แสนล้านบาท
และแพ็กเกจแก้น้ำท่วมภาคใต้ที่มีโครงการรวมกว่า 700 โครงการ มีกรอบวงเงิน 3-4 หมื่นล้านบาท
โดยการเร่งผลักดันจะดำเนินการผ่านหน่วยงานรับผิดชอบคือ
กรมชลประทานและสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)
ลุยโครงการเฉียดแสนล้าน
สำหรับโครงการแรก
โครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง วงเงิน 9.5 หมื่นล้านบาท
ที่ผ่านมาโครงการนี้ได้ผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมครม. เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ไปแล้ว ภายในกรอบวงเงินรวม 95,000 ล้านบาท ระยะเวลา 6 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570-2575
เพื่อเพิ่มการระบายน้ำหลากลงสู่อ่าวไทย
และแก้ปัญหาอุทกภัยซ้ำซากในลุ่มน้ำเจ้าพระยา
โครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง
จะปรับปรุงโครงข่ายคลองชลประทานเดิม 22 คลองหลัก ความยาวรวม 462.8 กิโลเมตร
และก่อสร้างหรือปรับปรุงอาคารชลประทาน 23 อาคาร แบ่งเป็นก่อสร้างใหม่
12 อาคาร
ปรับปรุงอาคารบังคับน้ำ 10 อาคาร และปรับปรุงสถานีสูบน้ำ 1 อาคาร
โครงการจะเพิ่มศักยภาพการรับน้ำเข้าผ่านคลองระพีพัฒน์จากเดิม 210 เป็น 400 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ต่อวินาที
โดยระบายออกทางแม่น้ำเจ้าพระยา
100 ลบ.ม./วินาที
ผ่านแม่น้ำนครนายกและแม่น้ำบางปะกงรวม 156 ลบ.ม./วินาที
และระบายลงคลองชายทะเลเพื่อสูบออกสู่ทะเลอีก 144 ลบ.ม./วินาที
ซึ่งจะป้องกันและลดปัญหาน้ำท่วมบริเวณชุมชนและเขตเศรษฐกิจสำคัญในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาได้
298,250 ไร่
แบ่งทำเป็นระยะตามความพร้อมพื้นที่
แต่เนื่องจากโครงการมีวงเงินสูงและมีส่วนที่เป็นเงินกู้ร่วมด้วย
โดย สศช. เสนอ ให้กรมชลประทานจัดทำแผนก่อสร้างเป็นระยะ (Phasing)
ตามความสามารถในการส่งมอบที่ดินให้ผู้รับจ้าง เช่นเดียวกับกระทรวงการคลัง
เสนอว่าเห็นควรให้กรมชลประทานจัดลำดับแผนก่อสร้างเป็นระยะ
ตามความพร้อมในการส่งมอบที่ดินสำหรับพื้นที่ตามแนวคลองที่พบปัญหาสิ่งรุกล้ำลำน้ำตามความเห็นของ
สศช.
รวมถึงให้กรมชลประทานเร่งรัดจัดทำแผนการจัดการสิ่งรุกล้ำในเขตคลองร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
(พอช.) และกระทรวงมหาดไทย ให้สอดคล้องกับแผนก่อสร้างทั้งโครงการ
และให้แผนขอรับการสนับสนุนเงินกู้สอดคล้องกับแผนดำเนินโครงการ ขณะที่ สทนช.
เห็นควรพิจารณาก่อสร้างคลองแนวดิ่ง (เหนือ-ใต้) ก่อนเป็นลำดับแรก
เพื่อระบายน้ำออกสู่ทะเลได้โดยตรง
ดันคลองชัยนาท-อ่าวไทย
แสนล้าน
ขณะที่เมกะโปรเจ็กต์ใหญ่
โครงการก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากชัยนาท - ป่าสัก – อ่าวไทย มูลค่า 1.65 แสนล้านบาท
มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งอย่างยั่งยืน
ตามแผนจะเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำจากหน้าเขื่อนเจ้าพระยาลงสู่อ่าวไทย จาก 210 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็น 430 ลบ.ม.ต่อวินาที
ช่วยลดพื้นที่น้ำท่วมในลุ่มน้ำ เจ้าพระยาได้ประมาณ 3.48 ล้านไร่
และกักเก็บน้ำไว้ใช้หน้าแล้งได้กว่า 155 ล้าน ลบ.ม.
สำหรับโครงการได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี
2560 โดยผ่านการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม
(EIA) แล้ว และมีแผนเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป ลักษณะของโครงการ
แบ่งเป็น 2 ช่วง โดยในช่วงที่ 1 เป็นการปรับปรุงคลองชัยนาท - ป่าสัก ความยาว 134.365 กิโลเมตร
อัตราการระบายน้ำหลากสูงสุด 930 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่วนช่วงที่
2 คลองระบายน้ำหลากป่าสัก-อ่าวไทย
ความยาว 135.655 กิโลเมตร อัตราการระบายน้ำหลากสูงสุด 600 ลบ.ม.ต่อวินาที
สำหรับประโยชน์ของโครงการสามารถตัดยอดน้ำหลากหน้าเขื่อนเจ้าพระยาไปสู่ทะเลได้เพิ่มขึ้นจาก
210 เป็น 430 ลบ.ม.ต่อวินาที
และเก็บกักน้ำหลากไว้ในคลองได้รวม 155.77 ล้าน ลบ.ม. แยกเป็น
คลองชัยนาท-ป่าสัก 98.37 ล้าน ลบ.ม. และคลองระบายน้ำหลากป่าสัก-อ่าวไทย 57.4 ล้าน ลบ.ม.
อีกทั้งยังช่วยบรรเทาอุทกภัยหรือลดมูลค่าความเสียหายจากอุทกภัย เฉลี่ยปีละ 5,085-16,938
ล้านบาท
และสามารถบริหารจัดการน้ำหลากจากน้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักลงสู่ทะเล
ลดพื้นที่น้ำท่วมได้ประมาณ 3.48 ล้านไร่ (เหตุการณ์ปี 2554)
พร้อมเร่งจัดซื้อจัดจ้างทันที
นายดนุชา พิชยนันท์
เลขาธิการ สศช. ยอมรับว่า โครงการระบายน้ำในเส้นทางชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย
ที่เสนอต่อครม.ไปนั้น คาดว่า ใช้เวลาดำเนินการ 8 ปี
หากมีโครงการนี้จะสามารถช่วยตัดยอดน้ำตั้งแต่ภาคเหนือ เพื่อไม่ให้ลงมาที่
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถือว่าเป็นโครงการที่จำเป็น เพราะเราเห็นกันอยู่ว่า
เรื่องน้ำไม่แน่นอน ฤดูฝนต้องมาบริหารจัดการวิธีการเดิม โดยไม่มีเครื่องมือใหม่
ดังนั้น
หากมีโครงการนี้แล้วปีไหนที่มีน้ำมาก หรือฝนตกหนัก
เราจะมีเครื่องมือบริหารเพื่อไม่ให้น้ำท่วมก็เป็นประโยชน์
อย่างไรก็ตามเมื่อโครงการผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุม ครม.แล้ว นายดนุชา กล่าวว่า
ในงบประมาณปี 2570 ได้ตั้งงบประมาณไว้ส่วนหนึ่งแล้ว
ซึ่งจะเริ่มโครงการได้ก่อน เมื่อที่ประชุม
ครม.อนุมัติแล้วจะเข้าสู่ขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง
ซึ่งกระทรวงการคลังคงต้องเจรจาและดูเรื่องเงินกู้ โดยจะดูให้เหมาะสมที่สุด
หากเงินกู้มาเร็วจะเร่งดำเนินการได้
หวังแก้น้ำท่วมเบ็ดเสร็จ
แหล่งข่าวจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
(สทนช.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงความคืบหน้าโครงการคลองระบายน้ำหลัก
“ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย” ซึ่งมีกรมชลประทานเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ ว่า
เมื่อครม. พิจารณาเห็นชอบในหลักการ เพื่อเดินหน้าพัฒนาให้เป็นคลองระบายน้ำสายหลักของประเทศ
จะช่วยรองรับการบริหารจัดการน้ำหลากและลดความเสี่ยงอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยา
โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนบริหารจัดการน้ำและบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างฝั่งตะวันออก
ซึ่งมีการศึกษาต่อเนื่องจากบทเรียนมหาอุทกภัยปี 2554
โดยพบว่า ในช่วงเกิดน้ำหลาก
ปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลงมามีมากกว่าศักยภาพที่แม่น้ำเจ้าพระยาจะรองรับได้บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา
จ.ชัยนาท ประมาณ 1,800 ลบ.ม.ต่อวินาที ดังนั้น
แนวทางสำคัญคือการเพิ่มช่องทางระบายน้ำออกสู่ทะเล
เพื่อไม่ให้มวลน้ำจำนวนดังกล่าวไหลผ่านระบบแม่น้ำเจ้าพระยาเพียงช่องทางเดียว
และลดแรงกดดันต่อพื้นที่ลุ่มน้ำตอนล่าง รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล
นอกจากนี้
ยังมีโครงการเดิมของกรมชลประทานที่ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. แล้ว
แต่ประสบปัญหาเรื่องที่ดินและได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยระหว่างดำเนินงาน
เช่น โครงการคลองผันน้ำยม-น่าน ในพื้นที่ภาคเหนือ
โดยจะเสนอขยายระยะเวลาดำเนินโครงการ เพื่อให้สามารถก่อสร้างและดำเนินงานจนแล้วเสร็จต่อไป
แก้น้ำท่วมใต้ 4 หมื่นล้าน
แหล่งข่าวจาก สทนช.
กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากโครงการที่เตรียมเสนอขออนุมัติแล้ว สทนช.
ยังได้รายงานแพ็คเกจโครงการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ต่อ ครม. เพื่อรับทราบ
โดยเป็นการทำงานของคณะทำงานที่จัดตั้งขึ้นภายใต้การกำกับดูแลของ นายทรงศักดิ์
ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้แผนดังกล่าวนำบทเรียนจากสถานการณ์อุทกภัยมาจัดทำเป็นแผน
ระยะเร่งด่วน ระยะกลาง 3–5 ปี และระยะยาวมากกว่า 5 ปี โดยเฉพาะพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
มีโครงการรวมกว่า 700 โครงการ กรอบวงเงินประมาณ 30,000–40,000 ล้านบาท
และคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการมากกว่า 8 ปี ขณะที่พื้นที่ อ.หาดใหญ่
จ.สงขลา ได้จัดทำแพ็กเกจโครงการในลักษณะเดียวกัน
เพื่อยกระดับระบบป้องกันและบริหารจัดการอุทกภัย
พร้อมจัดทำคู่มือปฏิบัติงานสำหรับหน่วยงานภาครัฐและประชาชน
เพื่อถ่ายทอดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำไปใช้รับมือสถานการณ์น้ำในพื้นที่
ก่อนหน้านี้ในการประชุมครม.สัญจร
จังหวัดสงขลา
ครม.ได้มีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
(สศช.) เสนอผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้
(จังหวัดสงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี)
โดยเห็นข้อเสนอจากพื้นที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ
และและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่
5 จังหวัด
ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว โดยมีโครงการที่เห็นควรขอรับการจัดสรรงงบกลาง เช่น
โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำ (เทศบาลนครหาดใหญ่) งบประมาณ 25,900,000
บาท
ส่วนข้อเสนอเพื่อดำเนินการในระยะยาว
ประกอบด้วยการบริหารจัดการน้ำโดยการระบายน้ำ คูคลอง
และท่อระบายน้ำให้สามารถรองรับฝนตกหนักและน้ำหลากได้เต็มประสิทธิภาพ
การจัดทำระบบพยากรณ์และแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าโดยบูรณาการข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและพัฒนาช่องทางการแจ้งเตือนให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง
การจัดเตรียมทรัพยากร เครื่องมือ อุปกรณ์
และบุคลากรโดยเฉพาะเมื่อเกิดภัยพร้อมกันหลายพื้นที่ และการช่วยเหลือ
เยียวยาและฟื้นฟูเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและลดผลกระทบของผู้ได้รับความเสียหายอย่างรวดเร็วและทันสถานการณ์
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++