อนุทิน
ประกาศ Thailand’s Offer รื้อกฎหมาย 7 พันฉบับ ดึงทั่วโลกลงทุน
03 ก.ย. 69 | 09:54 น.
วันที่ 3 กันยายน 2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Thailand’s
Offer to the World” ในงานการประชุมสุดยอดผู้นำ The Bangkok Business Summit 2026 :
Reinvent Thailand, Resilient ASEAN จัดโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย
สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
ร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
และธนาคารโลก
นายอนุทิน
กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงพร้อมกันใน 4 มิติ ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์
เทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ และประชากรศาสตร์
ซึ่งประเทศไทยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้
และต้องกระชับความเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจให้ลึกซึ้งขึ้น
พร้อมทั้งเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตข้ามภูมิภาค
ควบคู่กับการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ต้องสร้างทักษะและองค์ความรู้ภายในประเทศ
ไม่ใช่เพียงการนำเข้าเทคโนโลยีจากภายนอก
ขณะเดียวกันต้องมองการเปลี่ยนผ่านสีเขียวเป็นโอกาสด้านการลงทุนใหม่
ไม่ใช่ภาระต้นทุน
และต้องเตรียมพร้อมรับสังคมสูงวัยด้วยการสร้างเศรษฐกิจที่ยืดอายุการทำงานและการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของประชาชน
"ในเศรษฐกิจโลกที่แยกส่วนกัน
คำตอบของประเทศเราต้องไม่ใช่การแยกตัวอยู่โดดเดี่ยว
ความแข็งแกร่งของเรามาจากความสามารถในการทำงานร่วมกับพันธมิตรมากมายเสมอมา
เราต้องกระชับความเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เพื่อเสริมสร้างและเชื่อมโยงธุรกิจและเครือข่ายการผลิตข้ามภูมิภาค" นายอนุทิน
ระบุ
นายอนุทิน
กล่าวต่อว่า ในเดือนตุลาคมนี้
ประเทศไทยจะได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
(IMF–World Bank Group Annual Meetings) ที่กรุงเทพฯ
ซึ่งไทยไม่ควรทำหน้าที่เพียงเจ้าภาพ แต่ต้องมีข้อเสนอที่มีน้ำหนักต่อโลกด้วย
ทั้งนี้จุดแข็งของไทยไม่ได้อยู่ที่ทำเลบนแผนที่เพียงอย่างเดียว
แต่คือความลึกซึ้งของระบบเศรษฐกิจที่มีอยู่แล้ว ทั้งลูกค้าอุตสาหกรรม
พนักงานที่มีประสบการณ์ ซัพพลายเออร์ในประเทศ เครือข่ายโลจิสติกส์และดิจิทัล
ตลอดจนฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร การดูแลสุขภาพ และการท่องเที่ยว
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า
ไทยยังเป็นแพลตฟอร์มของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่
เชื่อมต่อกับตลาดหลักและประชากรนับพันล้านคนในภูมิภาค
อีกทั้งมีความสามารถในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมที่มักถูกพัฒนาแยกจากกัน เช่น
การผลิตขั้นสูงกับเทคโนโลยีดิจิทัล เกษตรกรรมกับเทคโนโลยีชีวภาพ
การดูแลสุขภาพกับการท่องเที่ยวและสุขภาวะ
รวมถึงพลังงานสะอาดที่สนับสนุนยานยนต์และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลรุ่นใหม่
อย่างไรก็ดีรัฐบาลกำลังทบทวนกฎระเบียบกว่า
7,000
ฉบับที่อาจสร้างภาระเกินจำเป็นต่อประชาชนและภาคธุรกิจ
พร้อมเดินหน้ากระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา
(OECD) เพื่อยกระดับมาตรฐานและสร้างความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ
พร้อมย้ำว่าสิ่งที่รัฐบาลต้องการคือการลงทุนที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง
ทั้งการพัฒนาซัพพลายเออร์ในประเทศ การฝึกอบรมแรงงาน
และการเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
"ประเทศไทยพร้อมที่จะเป็นมากกว่าฐานการผลิตหรือตลาดการขายของคุณ
เราต้องการเป็นพันธมิตรของคุณในการสร้างอุตสาหกรรมที่จะกำหนดอนาคต ดังนั้น
คำเชิญของผมจึงเรียบง่ายมาก อย่าเพียงแค่สร้างในประเทศไทย
แต่จงสร้างไปพร้อมกับประเทศไทย" นายกฯ กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้ายว่า
เมื่อโลกมารวมตัวกันที่กรุงเทพฯ ในเดือนหน้า
สิ่งที่ไทยต้องการนำเสนอคือประเทศที่เปิดกว้างสู่โลก มั่นใจในจุดแข็งของตนเอง
และจริงจังกับการสนับสนุนให้การลงทุนที่ดีประสบความสำเร็จ
โดยจุดขายของไทยอยู่ที่การผสมผสานระหว่างความลึกซึ้งทางอุตสาหกรรม
การเชื่อมโยงระดับภูมิภาค ความสามารถในการรวมภาคส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน
และสภาพแวดล้อมที่บุคลากรระดับโลกสามารถเติบโตได้จริง
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++