Home

September 2, 20262 0

เปิดแผน PDP 2026 ลุยผลิตไฟฟ้าใหม่ 5 หมื่นMW  รุกพลังงานสะอาด ปูทางเศรษฐกิจสีเขียว

By ฐานเศรษฐกิจ

02 ก.ย. 69 | 06:30 น.

การจัดทำร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย 2569-2593 หรือร่างแผน PDP 2026 ซึ่งถือเป็นโรดแมปในการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศครั้งใหญ่ สอดรับกับเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับที่ 3 (Nationally Determined Contribution : NDC 3.0) ที่ขยับเป้าหมายการบรรลุปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero เร็วขึ้น 15 ปี หรือภายในปี 2593

ปัจจุบันร่างดังกล่าว ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการจัดทำร่างแผน PDP 2026 มีนายทศพร ศิริสัมพันธ์ เป็นประธานแล้ว และเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในวันที่ 8 กันยายน 2569 นี้

พลิกกระบวนทัศน์สู่ Green & Flexible Grid

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่า สาระสำคัญของร่างแผน PDP 2026 คือ เป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ด้านการวางแผนพลังงานของประเทศไทยครั้งใหญ่ เพื่อรับมือกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มาตรการทางการค้าโลก และโครงสร้างการใช้ไฟฟ้าภายในประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง

จากเดิมที่ระบบไฟฟ้าไทยยึดติดกับโครงสร้างการวางแผนแบบดั้งเดิม (The Old Paradigm) ซึ่งมุ่งเน้นความมั่นคงด้วยการพิจารณาเพียงกำลังผลิตสำรอง (Reserve Margin) เป็นหลัก โครงข่ายไฟฟ้าเป็นแบบรวมศูนย์ (Traditional Grid) พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก และผู้ใช้ไฟฟ้าไม่มีส่วนร่วมกับระบบ (Passive Consumer)

ขณะที่ร่างแผน PDP 2026 จะมุ่งสู่ระบบไฟฟ้าสีเขียวที่ยืดหยุ่น มั่นคง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (PDP 2026: Green & Flexible Grid) โดยมุ่งสร้างสมดุลพอร์ตพลังงานผ่านการผสมผสานพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy: RE) ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) และโรงไฟฟ้าฐานคาร์บอนต่ำ (Firm Power) ปรับเปลี่ยนโครงสร้างระบบไฟฟ้าให้เป็นสมาร์ทกริด (Smart Grid) และยกระดับผู้ใช้ไฟฟ้าให้กลายเป็นผู้ผลิตและให้บริการแก่ระบบไฟฟ้า (Active Consumer/Prosumer) ผ่านเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) และยานยนต์ไฟฟ้า

รับคลื่น ดาต้าเซ็นเตอร์-AI พุ่ง 8,800 เมกะวัตต์

ขณะเดียวกัน ความต้องการพลังงานไฟฟ้าในประเทศกำลังเจอกับคลื่นความต้องการรูปแบบใหม่ (New Demand) โดยเฉพาะการลงทุนในกลุ่ม Data Center และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งประเมินว่าในกรณีขยายตัวสูง (High Case) จะมีความต้องการไฟฟ้าสูงถึง 8,800 เมกะวัตต์ รวมไปถึงการขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้า (E-Mobility) และการเพิ่มขึ้นของกลุ่ม Prosumer ที่ติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง (IPS) ซึ่งทำให้ทิศทางไหลของไฟฟ้าในระบบเปลี่ยนไปเป็นการไหลแบบสองทาง

โดยได้เปลี่ยนเกณฑ์การวัดความมั่นคงของระบบไฟฟ้าจากการดูเพียง Reserve Margin มาเป็นการใช้ค่าโอกาสเกิดไฟดับ หรือ Loss of Load Expectation (LOLE) เพื่อสะท้อนความน่าเชื่อถือและความเสี่ยงของระบบไฟฟ้าที่มีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่ไม่คงที่ (Variable Renewable Energy: VRE) สูงขึ้น

ตั้งเป้าลดคาร์บอนภาคไฟฟ้ากว่า 75%

ทั้งนี้ ร่างแผนดังกล่าว ได้ตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในภาคการผลิตไฟฟ้าจากปัจจุบันที่ปล่อยอยู่เฉลี่ยราว 80 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ (MtCO2) ให้เหลือเพียง 19 MtCO2 ในปี 2593 ตามเป้าหมาย Long-Term Low-Emission Development Strategies (LT-LEDs) หรือคิดเป็นการลดการปล่อยก๊าซลงมากกว่า 75% จากฐานเดิม

พยากรณ์ดีมานด์ไฟฟ้าแตะ 79,696 เมกะวัตต์

ในร่างแผน PDP 2026 ในช่วงปี 2569-2593 ได้พยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าช่วงปี 2580 จะมีความต้องการอยู่ที่ 57,273 เมกะวัตต์ และจะขยายตัวไปสู่ระดับ 79,696 เมกะวัตต์ เมื่อสิ้นสุดแผน จากการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และการเข้ามาของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ ที่ประเมินว่าจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ราว 8,800 เมกะวัตต์

ขณะที่กำลังผลิตไฟฟ้าติดตั้งในปี 2580 จะอยู่ที่ราว 115,000 เมกะวัตต์ และจะทยอยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไปสู่ระดับ 185,000-253,000 เมกะวัตต์ เมื่อสิ้นสุดแผน ปี 2593 ซึ่งกำลังผลิตที่เพิ่มขึ้นมานี้ จะมาจากการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ หรือ BESS เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกสร้างความยืดหยุ่นและเสถียรภาพให้กับระบบโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศในการรองรับการเติบโตของพลังงานสะอาดที่มีความผันผวนสูง

ทั้งนี้ จะส่งผลให้ในปี 2580 จะมีสัดส่วนพลังงานสะอาดในระบบไฟฟ้าราว 49% และสัดส่วนเพิ่มขึ้นไปสู่ระดับ 65-89% ในช่วงปลายของแผน ซึ่งจะประกอบไปด้วยการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนสูง ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลมทั้งบนบกและนอกชายฝั่ง ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีและระบบเสริมความมั่นคง เช่น ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ การจัดการและตอบสนองด้านโหลดและการจัดการพลังงานแบบกระจายศูนย์ (DR/DER) เทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) รวมทั้งเทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอน (CCS) และเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกใหม่อื่นๆ ที่จะเข้ามาเสริมประสิทธิภาพระบบโครงข่ายอัจฉริยะให้มีความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนผ่าน

การขับเคลื่อนดังกล่าว จะส่งผลให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคไฟฟ้าจากปัจจุบันปล่อยอยู่ที่ 80 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ลดลงมาอยู่ที่ 74 ล้านตันคาร์บอน ไดออกไซด์เทียบเท่า ในปี 2580 และจะลดลงมาต่ำสุดที่ 19 ล้านตันคาร์บอน ไดออกไซด์เทียบเท่าในปี 2593

จัดสรรกำลังผลิตใหม่ 2 ช่วง เปิดตัว SMR ปี 2580

ส่วนการจัดสรรกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ ภายใต้ร่างแผน PDP 2026 ได้นำแนวคิดการผสมผสานเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนร่วมกับเทคโนโลยีพัฒนาความยืดหยุ่นระบบไฟฟ้า เข้ากับเทคโนโลยีคาร์บอน ซึ่งแบ่งการขับเคลื่อนเป็น 2 ช่วงหลัก ได้แก่ ระยะแรก ช่วงปี 2569-2580 (Common Transi
tion Capacity)
จะมีกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่เข้ามาในระบบราว 50,900 เมกะวัตต์ ได้แก่ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 24,300 เมกะวัตต์ พลังงานลม 2,700 เมกะวัตต์ ระบบ BESS 14,500 เมกะวัตต์ DR/DER 2,660 เมกะวัตต์

โรงไฟฟ้า SMR ระยะเริ่มต้น 300 เมกะวัตต์ ที่จะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบตั้งแต่ปี 2580 เป็นต้นไป และโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมก๊าซธรรมชาติ (CCGT) 9,100 เมกะวัตต์ เพื่อเป็นโรงไฟฟ้าฐานที่สร้างความมั่นคงในยามที่พลังงานหมุนเวียนไม่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เพียงพอ

3 ทางแยกยุทธศาสตร์ ปี 2581-2593

สำหรับช่วงที่ 2 ปี 2581-2593 ได้ระบุไว้เป็นทางแยกเชิงยุทธศาสตร์ หรือ Strategic Options ที่จะต้องเลือกเดินไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งใน 3 แนวทาง ตามความพร้อมด้านต้นทุนและเทคโนโลยี

แนวทางแรก เน้นระบบการนำเทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอน หรือ CCS-Driven มาใช้ร่วมกับการผลิตไฟฟ้า มีเป้าหมายการเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ อยู่ที่ 76,350 เมกะวัตต์ โดยการพึ่งพาโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมก๊าซธรรมชาติ (CCGT) กำลังผลิต 15,400 เมกะวัตต์ ควบคู่ไปกับ CCS ในการกักเก็บคาร์บอนได้ 47 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ร่วมกับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ 4,590 เมกะวัตต์ พลังงานลม 7,660 เมกะวัตต์ ระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (BESS) 40,000 เมกะวัตต์ และการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก SMR เพิ่มเติม 8,700 เมกะวัตต์ เพื่อคงระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้ต่ำที่สุดภายใต้ข้อจำกัดของการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในประเทศ

แนวทางที่ 2 การขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียนสูงสุด โดยไม่พึ่งพาเทคโนโลยี CCS หรือ RE-LED มีกำลังผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ราว 149,900 เมกะวัตต์ ด้วยการเร่งผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ กำลังผลิต 37,000 เมกะวัตต์ พลังงานลม 50,000 เมกะวัตต์ ติดตั้ง BESS กำลังผลิต 40,500 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้า SMR กำลังผลิต 8,700 เมกะวัตต์

แนวทางที่ 3 จะเน้นการรักษาสมดุลสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Balance Net-Zero โดยวางโครงสร้างด้านต้นทุนค่าไฟของประชาชนไม่ให้สูงเกินไปจนส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าโดยรวมและรักษาความมั่นคงทางพลังงาน ไม่สร้างความเสี่ยงจากการพึ่งพาเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่งมากจนเกินไป

โดยจะมีกำลังผลิตไฟฟ้าราว 96,250 เมกะวัตต์ ประกอบไปด้วยการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 16,590 เมกะวัตต์ และพลังงานลม 20,660 เมกะวัตต์ ร่วมกับการติดตั้งระบบ BESS 40,500 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้า SMR 8,700 เมกะวัตต์ และยังคงสัดส่วนของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมก๊าซธรรมชาติ (CCGT) อยู่ที่ 9,800 เมกะวัตต์ ควบคู่กับการติดตั้ง CCS ที่ปริมาณกักเก็บคาร์บอนประมาณ 20 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

สรุปภาพรวม Blueprint to Net Zero

ทั้งนี้ เมื่อสรุปเป้าหมายภาพรวมสะสม ตาม Blueprint to Net Zero จะส่งผลให้ประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมอยู่ในช่วง 127,200 เมกะวัตต์ ถึง 194,800 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย กำลังผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ 28,990-61,300 เมกะวัตต์ พลังงานลม 10,360-52,700 เมกะวัตต์ ระบบ BESS 40,000-40,500 เมกะวัตต์ DR/DER 14,000 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้า SMR 9,000 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้า CCGT 16,800-24,500 เมกะวัตต์ และเทคโนโลยี CCS 0-47 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ปลดล็อก Direct PPA-TPA ดึงเอกชนร่วมบริหารพลังงาน

ร่างแผน PDP 2026 นอกเหนือจากเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานสะอาดแล้ว ในการขับเคลื่อนจะมีการปรับปรุงโครงสร้างพลังงาน สร้างฐานการผลิตสีเขียว เปิดทางให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพลังงาน จากการผลักดันนโยบายสำคัญ ได้แก่ การเปิดให้บุคคลที่ 3 สามารถใช้หรือเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Third Party Access: TPA) และการอนุญาตให้มีการซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า (Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA) ซึ่งจะช่วยตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม Smart Factory และ Data Center ที่ต้องการใช้พลังงานสะอาด 100%

ขณะเดียวกันจะยกระดับระบบไฟฟ้าสู่ Digital Grid ผ่านการติดตั้งมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) ให้แก่ลูกค้ารายใหญ่ครอบคลุม 100% ควบคู่กับการพัฒนาสถานีฐานไฟฟ้าดิจิทัล (Digital Substation) และการเปิดตลาดบริการรูปแบบใหม่ เช่น โรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plant: VPP) และระบบการตอบสนองด้านโหลด (Demand Response: DR) ซึ่งจะเปลี่ยนบทบาทของภาคเอกชนและประชาชนจากการเป็นผู้ซื้อพลังงานเพียงอย่างเดียว มาเป็นผู้ให้บริการความมั่นคงแก่ระบบไฟฟ้าอีกด้วย.

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

version 1.0.5-97b0bb2cd