บีโอไอ
โชว์ผลเยือน ‘ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์’ ดึงบิ๊กคอร์ปลงทุนปั๊มเศรษฐกิจ
26 ส.ค. 69 | 08:55 น.
รัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” ยกคณะ เดินทางเยือนออสเตรเลีย
และนิวซีแลนด์ นับเป็นการเดินทางอีกครั้งของรัฐบาลไทยในรอบนับสิบปี
การเดินทางไปเยือนภูมิภาคโอเชียเนียรอบนี้
มีวาระสำคัญเกี่ยวกับการดึงดูดนักลงทุนจากทั้งสองประเทศ
และการแสวงหาโอกาสในการลงทุนของนักลงทุนไทย ซึ่ง
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
พร้อมให้การส่งเสริมการลงทุนให้เกิดขึ้น เพื่อขับเคลื่อนเครื่องยนต์การลงทุน
ช่วยประคับประคองเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ต่อเนื่อง
นายนฤตม์
เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังร่วม คณะนายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ ว่า
ทั้งสองประเทศมีจุดแข็งที่ชัดเจนในด้านทรัพยากร ทั้งแร่ธาตุ พลังงาน และการเกษตร
ขณะเดียวกันก็มีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยี
ซึ่งไทยต้องการดึงจุดแข็งเหล่านี้มาเสริมศักยภาพของประเทศ
โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่สามารถเติมเต็มกันได้
“เราก็อยากดึงจุดแข็งของ 2 ประเทศนี้มาเสริมศักยภาพของประเทศไทยมาก
โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่คิดว่าจะมีโอกาสร่วมมือกันได้ในอนาคต เช่น การเกษตร อาหาร
การท่องเที่ยว และพลังงานสะอาด
ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ทั้งสองฝ่ายสามารถต่อยอดร่วมกันได้ในระยะยาว” นายนฤตม์ กล่าว
นายกฯ
สร้างความมั่นใจนักลงทุน
นายนฤตม์ กล่าวว่า
การเดินทางครั้งนี้เปิดโอกาสให้ได้พบกับนักลงทุนเป้าหมายโดยตรง
รวมทั้งมีเวทีให้ภาคเอกชนไทยได้ พบปะกับนักลงทุนฝั่งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างเอกชนกับเอกชนโดยตรง
ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมการเจรจาในระดับรัฐบาลให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น
ทั้งนี้
นักลงทุนจากทั้งสองประเทศได้แสดงความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยอย่างชัดเจน
ภายหลังได้พบและหารือกับนายกฯโดยตรง การพบปะดังกล่าว ทำให้เห็นความเชื่อมั่น
และทิศทางของรัฐบาลไทยที่จะช่วยหาทางสนับสนุนส่งเสริม
ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนกล้าตัดสินใจขยายการลงทุนในไทยมากขึ้น
ขณะเดียวกันประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงตลาดภายในประเทศหรือฐานการส่งออกเท่านั้น
แต่ยังเป็นฐานสำคัญในการขยายเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียน ทั้งนี้ นักลงทุนจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ต่างให้ความสนใจในภูมิภาคนี้เป็นพิเศษ
โดยไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานในระดับแนวหน้าของอาเซียน
ทั้งระบบคมนาคมขนส่ง ระบบโลจิสติกส์ ระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือ
รวมถึงอุตสาหกรรมที่มีคุณภาพและมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ
“เราเป็นประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานดีที่สุดประเทศหนึ่งในอาเซียน
ซึ่งนักลงทุนที่เข้ามาไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากศูนย์
เนื่องจากบุคลากรไทยมีทักษะและประสบการณ์ทำงานร่วมกับบริษัทข้ามชาติมาหลายสิบปี
ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดในเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ได้ทันที” นายนฤตม์ กล่าว
ชวนบิ๊กธุรกิจออสเตรเลียลงทุนไทย
เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า
ในการพบปะนักลงทุน โดยเฉพาะเวที Thailand-Australia Investment &
Business Partnership Reception ณ นครซิดนีย์
มีผู้บริหารธุรกิจออสเตรเลียเข้าร่วมกว่า 70 ราย จากหลากหลายอุตสาหกรรม
ทั้งการผลิตขั้นสูง เกษตรและอาหาร ดิจิทัล การศึกษา สุขภาพและการแพทย์ เหมืองแร่
พลังงานหมุนเวียน และธุรกิจบริการ ทางนายกฯ
ได้ชี้ให้นักลงทุนเห็นถึงที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ของไทย
ซึ่งสามารถเชื่อมต่อไปยังประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนและไปจนถึงจีนได้ด้วย
ทั้งนี้นายกฯ
ได้กล่าวบนเวทีนี้ว่า การลงทุนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดอาเซียนที่มีประชากรประมาณ 600 ล้านคน
แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงตลาดจีน ซึ่งถ้ารวมแล้วจะมีประชากรกว่า 2,000 ล้านคน
ตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงระหว่างการเดินทางครั้งนี้คือ การหารือกับบริษัท T&G
Global ซึ่งเป็นบริษัทเกษตรและผลไม้ระดับโลก เจ้าของแบรนด์ Envy จากนิวซีแลนด์
นายกฯ
ได้เชิญชวนให้มาตั้งศูนย์กระจายสินค้าในประเทศไทย
เพื่อใช้เป็นจุดกระจายสินค้าต่อไปยังอาเซียนและจีน
สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถเป็นจุดเชื่อมโยงทางการค้าที่ครบวงจรได้
“ท่ามกลางสถานการณ์ที่นักลงทุนมีทางเลือกในการตัดสินใจลงทุนอยู่เป็นจำนวนมาก
สิ่งสำคัญคือการทำให้ประเทศไทยสร้างความโดดเด่นบนเวทีโลก
และทำให้นักลงทุนนึกถึงประเทศไทยเป็นอันดับต้นๆ เมื่อมีแผนขยายการลงทุน
ซึ่งจุดแข็งของไทยนั้นมีอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการเพิ่มบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลกให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
การที่ นายกฯเดินทางออกไปพบนักลงทุนด้วยตนเอง นั้น
มีส่วนสำคัญที่ทำให้แวดวงการลงทุนของโลกรู้จักประเทศไทยมากขึ้น
และพิจารณาประเทศไทยเป็นทางเลือกสำคัญในการลงทุน” เลขาธิการบีโอไอ กล่าว
ดึงบริษัทการบินนิวซีลนด์ลงทุน
MRO อู่ตะเภา
สำหรับการดึงดูดการลงทุนหนึ่งรายที่น่าสนใจนั้น
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าวว่า ในการร่วม คณะนายกฯ เยี่ยมชมบริษัท NZAero บริษัทผลิตเครื่องบินเล็ก
และอากาศยานชั้นนำจากประเทศนิวซีแลนด์ โดยรัฐบาลได้เชิญชวนให้ผู้บริหารของบริษัท NZAero เข้ามาร่วมลงทุนเทคโนโลยีการบินขั้นสูง
รวมทั้งลงทุนในธุรกิจซ่อมบำรุงอากาศยานในประเทศไทย
ทั้งนี้ประเทศไทยมีแผนที่จะลงทุนศูนย์ซ่อมอากาศยาน
(MRO) ในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของไทยซึ่งรัฐบาลไทยพร้อมจะอำนวยความสะดวกในการลงทุนผ่านช่องทาง
Fast
Track เพื่อปลดล็อกอุปสรรคให้กับนักลงทุนที่ต้องการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย
“ประเทศไทยเราเป็นลูกค้าของ NZAero มีการซื้อเครื่องบินจากบริษัทนี้มายาวนาน
โดยในการหารือกันกับผู้บริหารของบริษัทได้เชิญชวนให้ไปลงทุนตั้งโรงงานผลิต
และศูนย์ซ่อมในประเทศไทย เพราะว่าเรามีโปรเจ็กต์ในการทำ MRO ในพื้นที่ EEC อยู่แล้ว” นายเอกนิติ กล่าว
สถิติลงทุนสองประเทศ
สำหรับข้อมูล การลงทุนของออสเตรเลีย นั้น ในช่วงปี 2564-2569
(มกราคม-มิถุนายน)
มีโครงการลงทุนและร่วมทุนจากออสเตรเลียขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งหมด 93 โครงการ มูลค่าการลงทุน 33,425 ล้านบาท ประกอบด้วย
- การลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล
13,833 ล้านบาท คิดเป็น 41% ของมูลค่าการลงทุนจากออสเตรเลียทั้งหมด
- อุตสาหกรรมเคมีและปิโตรเคมี
6,936 ล้านบาท
คิดเป็น 21% ของมูลค่าการลงทุนจากออสเตรเลียทั้งหมด
- อุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูปอาหาร
3,810 ล้านบาท
คิดเป็น 11% ของมูลค่าการลงทุนจากออสเตรเลียทั้งหมด
ส่วนข้อมูล การลงทุนของนิวซีแลนด์ นั้น ในช่วงปี 2564-2569
(มกราคม-มิถุนายน)
มีโครงการลงทุนและร่วมทุนจากนิวซีแลนด์ขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งหมด 9 โครงการ มูลค่าการลงทุน 1,085 ล้านบาท ประกอบด้วย
- การลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
871 ล้านบาท
คิดเป็น 80% ของมูลค่าการลงทุนจากนิวซีแลนด์ทั้งหมด
- อุตสาหกรรมแร่โลหะ
และวัสดุ 78 ล้านบาท
คิดเป็น 7% ของมูลค่าการลงทุนจากนิวซีแลนด์ทั้งหมด
- อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
61 ล้านบาท
คิดเป็น 6% ของมูลค่าการลงทุนจากนิวซีแลนด์ทั้งหมด
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++