อิเล็กทรอนิกส์ตีปีก
ส่งออกครึ่งปี 1.6 ล้านล้าน ออร์เดอร์ล่วงหน้า 5 ปี -AI หนุนโตต่อเนื่อง
21 ส.ค. 69
| 10:58 น.
อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยกำลังเข้าสู่รอบขาขึ้นครั้งสำคัญ
เมื่อกระแส AI และ Data Center เร่งความต้องการชิ้นส่วนทั่วโลก
ส่งผลถึงฐานผลิตในไทยอย่างชัดเจน สะท้อนจากมูลค่าส่งออกที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 1.56 ล้านล้านบาทในปี 2565 สู่ 2.39 ล้านล้านบาทในปี
2568 และเพียง 6 เดือนแรกปี 2569 ทำได้แล้ว 1.63 ล้านล้านบาท ขยายตัวถึง 46% ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่มีคำสั่งซื้อในมือยาว 3-5 ปี
เปิดทางสู่อุตสาหกรรมและการลงทุนเทคโนโลยีระลอกใหม่ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์โตต่อเนื่อง
ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์โตต่อเนื่อง
ข้อมูลมูลค่าการส่งออกเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในช่วง
5 ปีที่ผ่านมา
สะท้อนทิศทางการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2565 มีมูลค่า 1.56 ล้านล้านบาท ขยายตัว 16%ปี 2566 อยู่ที่ 1.59 ล้านล้านบาทเพิ่มขึ้น 2% ก่อนเร่งตัวเป็น 1.85 ล้านล้านบาทในปี 2567 ขยายตัว 16%และทะยานเป็น 2.39 ล้านล้านบาทในปี 2568 เพิ่มขึ้น 29% ขณะที่ 6 เดือนแรกปี 2569 การส่งออกมีมูลค่าแล้ว 1.63 ล้านล้านบาท ขยายตัว 46%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
สะท้อนแรงส่งของอุตสาหกรรมที่ยังอยู่ในทิศทางขาขึ้นอย่างชัดเจน
รศ.ดร.อัทธ์
พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน
และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า
อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนถือเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 ของไทย คิดเป็นประมาณ 33% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด
และไทยเป็น 1 ใน 3 ฐานผลิตสำคัญของอาเซียน
ร่วมกับมาเลเซียและเวียดนาม
ขณะที่ปัจจัยที่ทำให้การส่งออกขยายตัวแรงในระยะนี้มาจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจโลก
โดยเฉพาะความต้องการเทคโนโลยี AI, Data Center, ระบบประมวลผล
และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
ซึ่งทำให้ความต้องการชิ้นส่วนในห่วงโซ่การผลิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้
ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มอุตสาหกรรมที่คาดว่าความต้องการจาก AI, Data
Center และเทคโนโลยีดิจิทัลจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยในช่วงต่อไป
AI ดันออร์เดอร์ส่งออกยาว 3-5 ปี
ด้านดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎ
นายกสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ เปิดเผยว่า
ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมในขณะนี้คือกระแส AI
Movement ทั่วโลก โดยภาพรวมอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เติบโตประมาณ 19% แต่หากเจาะเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์จะพบว่าขยายตัวสูงกว่านั้นอย่างมีนัยสำคัญ
สิ่งที่เกิดขึ้นในรอบนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
โดยบริษัทอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่หลายแห่งในไทยมีคำสั่งซื้อ (Order) ล่วงหน้าครอบคลุมถึง 3-5 ปี
ขณะที่ความต้องการจากตลาดโลกเพิ่มขึ้น
จนผู้ผลิตบางรายประสบปัญหาผลิตไม่ทันเนื่องจากข้อจำกัดด้านวัตถุดิบและกำลังการผลิต
ดร.สัมพันธ์ กล่าวว่า
ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา
ราคาหุ้นของบริษัทอิเล็กทรอนิกส์หลายแห่งปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง
บางบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 500% หรือหลายเท่าตัว สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มองว่าAI จะเป็นเทคโนโลยีสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มและเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลก
สินค้าหลักที่ไทยส่งออกยังประกอบด้วยคอมพิวเตอร์
แผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) ชิ้นส่วนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) ขณะที่ในระยะต่อไปความต้องการชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับ
AI, Data
Centerและระบบประมวลผลขั้นสูงจะเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้น
จากแรงส่งดังกล่าว
หากแนวโน้มคำสั่งซื้อและการลงทุนยังเดินหน้าต่อเนื่อง
มีโอกาสที่การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ไทยในปี 2569 จะขยายตัวในระดับ 30-40% จากปีก่อน
แม้ตัวเลขทั้งปีจะยังต้องติดตามสถานการณ์การค้าโลกและคำสั่งซื้อในช่วงครึ่งปีหลังเป็นสำคัญ
ส่งออกไปสหรัฐฯ
ทิ้งจีนหลายเท่าตัว
หนึ่งในปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือโครงสร้างตลาดส่งออก
โดยในช่วง 6 เดือนแรกปี 2569 สหรัฐฯ เป็นตลาดอันดับ 1 ของไทย มีมูลค่ากว่า 7.7 แสนล้านบาท ขยายตัวถึง 71%ทิ้งห่างจีนที่มีมูลค่าราว 1.41 แสนล้านบาทถึงกว่า 5 เท่าตัว
สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าของสหรัฐฯ
รวมถึงการที่บริษัทอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของสหรัฐฯ
หลายแห่งเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย
สินค้าที่ผลิตในไทยจึงถูกส่งกลับไปยังตลาดสหรัฐฯ
ขณะที่ ดร.อัทธ์ กล่าวว่า
โครงสร้างอุตสาหกรรมของจีนมีความครบวงจรสูง ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ
จึงมีความจำเป็นต้องนำเข้าชิ้นส่วนจากไทยน้อยกว่าสหรัฐฯ ขณะที่สหรัฐฯ
แม้เป็นมหาอำนาจด้านเทคโนโลยี
แต่มีต้นทุนการผลิตสูงและพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากต่างประเทศ
ทำให้ไทยมีบทบาทเป็นฐานผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์เพื่อส่งกลับไปประกอบหรือใช้ในห่วงโซ่การผลิตของสหรัฐฯ
นอกจากนี้
สถิติการส่งออกบางประเทศยังต้องพิจารณาเรื่องการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และ Re-export
ด้วย เช่น สิงคโปร์ ซึ่ง 6 เดือนแรกปีนี้มีมูลค่าการส่งออกจากไทย
124,411 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 184% สะท้อนบทบาทการเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าในภูมิภาค
3 คลื่นทุนต่างชาติเปลี่ยนโฉมไทย
ดร.อัทธ์ กล่าวว่า
การลงทุนอิเล็กทรอนิกส์ในไทยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระลอก
เริ่มจากระลอกแรกคือทุนญี่ปุ่นที่เข้ามาตั้งฐานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มายาวนานกว่า
30-40 ปี เช่น Sony และ Toshiba ก่อนเข้าสู่ระลอกที่สองคือทุนเกาหลีใต้และสหรัฐฯ
โดยมี Samsung และ LG รวมถึง Western
Digital และ Seagate เข้ามามีบทบาทในเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ HDD และชิ้นส่วน
ส่วนระลอกที่สามคือทุนจีนและไต้หวันที่เข้ามาอย่างเข้มข้นในช่วงปัจจุบัน
โดยเฉพาะ PCB ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ เช่น Midea,
Haier, Delta Electronics, Inventec และ Foxconn
ผลประโยชน์จากการลงทุนในยุคแรกต่อประเทศไทยมีความชัดเจน
ทั้งการสร้างซัพพลายเชน การพัฒนาซัพพลายเออร์ไทย การยกระดับทักษะแรงงาน
วิศวกรและช่างเทคนิครวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มและการส่งออก
ขณะที่ปัจจุบันโจทย์เปลี่ยนไป เพราะผู้ประกอบการไทยบางส่วนยังตามเทคโนโลยีใหม่อย่าง
AI, EV และเซมิคอนดักเตอร์ไม่ทัน
ดังนั้นหากไม่สามารถพัฒนาซัพพลายเออร์ไทยให้ผลิตชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงได้
ทุนต่างชาติอาจนำเข้าชิ้นส่วนจากประเทศต้นทางแล้วนำมาประกอบในไทย
ส่งผลให้ไทยได้ประโยชน์จากการลงทุนและการจ้างงาน
แต่สูญเสียโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มและถ่ายทอดเทคโนโลยีในประเทศ
ไทยต้องเร่งสร้างคน-เทคโนโลยี
รับคลื่น AI
ปัจจุบันการจ้างงานในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั้งระบบ
รวม Supply Chain อยู่ที่ประมาณ 1 ล้านคน เพิ่มจากเดิมราว 800,000 คน
สะท้อนขนาดของอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม
การเติบโตแบบก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาพ K-Shaped
Economy คือบริษัทขนาดใหญ่และทุนต่างชาติเติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะที่ SME และซัพพลายเออร์ไทยระดับล่างไม่สามารถไต่ขึ้นไปในห่วงโซ่เทคโนโลยีใหม่ได้
ดร.สัมพันธ์ กล่าวว่า
ภาครัฐและ BOI จึงควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการลงทุนที่มีคุณภาพสูง
โดยกำหนดเงื่อนไขเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี การแบ่งปันความรู้
และการพัฒนาบุคลากรทักษะสูง เพื่อให้ทุนต่างชาติเชื่อมโยงกับ SME และ Startup ไทย
ขณะที่ ดร.อัทธ์ กล่าวว่า
อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ชิปเซมิคอนดักเตอร์ และ PCB ยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องอย่างน้อย
3-5 ปีตามความต้องการของตลาดโลกแต่ไทยต้องเดินหน้า
3 ประสาน ได้แก่
สถาบันการศึกษา นโยบายรัฐ และแรงงาน
โดยมหาวิทยาลัยต้องปรับหลักสูตรให้ตรงกับเทคโนโลยีใหม่ ภาครัฐต้องสนับสนุน R&D และแรงงานต้องเร่ง Reskill และ Upskill
นอกจากนี้
รัฐควรใช้สิทธิประโยชน์ BOI โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC เป็นเครื่องมือสร้าง University-Industry
Linkage ให้บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติเข้ามาร่วมพัฒนาหลักสูตร ฝึกอบรม
และทำโครงการวิจัยกับมหาวิทยาลัยไทย
เพื่อสร้างบุคลากรที่มีทักษะตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมและเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจระยะยาว
ไม่ใช่เพียงตัวเลขส่งออกที่เติบโตสูงในช่วงหนึ่งเท่านั้น
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++