ประมงดิ้นฝ่าวิกฤตน้ำมัน
ชงรัฐอุ้ม 500 ล้าน ชดเชยลิตรละ 3-5 บาท
06 ส.ค. 69 | 09:41 น.
อุตสาหกรรมประมงไทยกำลังเดินมาถึงจุดตัดสินอนาคต
ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนน้ำมันพุ่ง กฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้น
และจำนวนเรือประมงที่ทยอยเลิกกิจการต่อเนื่อง
จนหลายฝ่ายหวั่นว่าหากรัฐยังไร้มาตรการพยุงอย่างเป็นรูปธรรม
ประเทศอาจสูญเสียขีดความสามารถของภาคประมงอย่างถาวร
นายกังวาลย์
จันทรโชติ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒินักวิชาการด้านการประมงทะเล
ในคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ เปิดเผยกับ
“ฐานเศรษฐกิจ” ถึงสถานการณ์ทรัพยากรสัตว์น้ำและภาพรวมอุตสาหกรรมว่า
แม้ปัจจุบันข้อมูลจากระบบศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออก (PIPO) จะช่วยให้การคำนวณค่าผลผลิตสูงสุดที่ยั่งยืน (MSY) มีความชัดเจนและใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น
แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือความอยู่รอดของผู้ประกอบการ
เนื่องจากอุตสาหกรรมประมงมีความละเอียดอ่อนสูง
หากล่มสลายแล้วจะไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาได้ง่ายเหมือนโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป
“ปัจจุบันจำนวนเรือประมงไทยลดลงเหลือไม่ถึง 10,000 ลำ
และยังมีเรือที่ประกาศขายอีกกว่า 3,000 ลำตามแนวชายฝั่งเนื่องจากแบกรับต้นทุนไม่ไหว
กรมประมงควรปรับเปลี่ยนบทบาทจากผู้ควบคุมเพียงอย่างเดียว
มาเป็นผู้สนับสนุนและส่งเสริมเพื่อพยุงให้อาชีพประมงคงอยู่ได้อย่างยั่งยืน”
นายมงคล
สุขเจริญคณา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการประมงพาณิชย์
ในคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ กล่าวว่า ในส่วนของโครงการซื้อเรือคืนเพื่อนำเรือออกนอกระบบนั้น
แหล่งที่มาของงบประมาณที่รัฐนำมาใช้แท้จริงแล้วก็คือเงินที่ได้จากการจับปรับชาวประมงในช่วง
10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีคดีประมงเกิดขึ้นกว่า 5,000 คดี โดยมีค่าปรับเฉลี่ยตั้งแต่หลักล้านไปจนถึงหลักร้อยล้านบาทต่อคดี
รวมมูลค่าที่รัฐจัดเก็บเข้าคลังไปแล้วกว่า 4,000-5,000 ล้านบาท ดังนั้น
การที่รัฐนำงบประมาณมาซื้อเรือคืน
จึงเป็นการนำเงินค่าปรับชาวประมงกลับมาเยียวยาระบบนั่นเอง
สอดคล้องกับ นายมงคล มงคลตรีลักษณ์ นายกสมาคมการประมงสมุทรสาคร ระบุถึงวิกฤตต้นทุนน้ำมันว่า ปัจจุบันราคาน้ำมันดีเซลหน้าคลังพุ่งสูงถึง 34 บาทต่อลิตร ขณะที่น้ำมันเขียวอยู่ที่ประมาณ 29 บาทบาทต่อลิตร
ส่งผลให้ผู้ประกอบการเริ่มรับภาระไม่ไหวและเริ่มหยุดเดินเรือ ทางสมาคมฯ
จึงมีข้อเสนอเร่งด่วนต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ให้สนับสนุนเงินชดเชยราคาน้ำมันในรูปแบบคูปองหรือการอุดหนุนโดยตรง
ให้กับทั้งประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้าน โดยมีรายละเอียดข้อเรียกร้อง อัตราชดเชย 3-5 บาทต่อลิตร ในระยะเวลา 3 เดือน
คาดว่าจะใช้งบประมาณ 500 ล้านบาท
“วิกฤตน้ำมันรอบนี้เป็นรอบที่
2
แล้ว
แต่ที่ผ่านมาภาครัฐยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม
ซึ่งข้อเรียกร้องทั้งหมดได้เสนอผ่านคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีซึ่งได้นำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ
เรียบร้อยแล้ว
จึงต้องการให้เร่งดำเนินการโดยเร็วที่สุดเพื่อต่อลมหายใจให้ชาวประมงทั่วประเทศ”
นายมงคล กล่าวย้ำ
แหล่งข่าวกรมประมง
กล่าวว่า ก่อนปี 2558 ภาคประมงไทยดำเนินกิจการภายใต้ระบบเสรี ไม่มีการจำกัดวันทำการประมง
ส่งผลให้เกิดการทำประมงเกินศักยภาพของทรัพยากรทางทะเล
กระทั่งมีการประกาศใช้พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 พลิกโฉมการบริหารจัดการประมงไทยสู่ระบบจำกัดสิทธิ์
โดยยึดหลักวิทยาศาสตร์ด้านปริมาณสัตว์น้ำที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน
(Maximum Sustainable Yield: MSY) เป็นเกณฑ์กำหนดจำนวนวันทำการประมง
เพื่อรักษาสมดุลของทรัพยากรสัตว์น้ำในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม
มาตรการดังกล่าวทำให้เรือประมงพาณิชย์ไม่สามารถออกทำการประมงได้เต็มศักยภาพตลอดทั้งปี
หรือประมาณ 291 วัน
ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนคงที่ ทั้งค่าจ้างแรงงาน ค่าบำรุงรักษาเรือ
และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในช่วงที่เรือจอดไม่สามารถออกทำการประมงได้
กระทบต่อรายได้และความสามารถในการแข่งขันของภาคประมงไทย
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
โดยกรมประมง จึงเดินหน้า โครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ
เพื่อปรับขนาดกองเรือให้สอดคล้องกับปริมาณทรัพยากรสัตว์น้ำ
และเพิ่มโอกาสให้เรือที่ยังอยู่ในระบบสามารถทำประมงได้เต็มศักยภาพ หากดำเนินการได้
จะสามารถนำโควตาปริมาณสัตว์น้ำของเรือที่ออกจากระบบ จำนวน 62,537 ตัน
คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 3,160.91 ล้านบาท ไปจัดสรรให้แก่เรือที่ยังอยู่ในระบบ
ส่งผลให้สามารถเพิ่มวันทำการประมง สร้างรายได้
และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++