จี้ภาครัฐหนุน
Wellness
Economy สกัด ‘หุบเหวมรณะ’ ดันงานวิจัย สู่นวัตกรรมเชิงพาณิชย์
27 ก.ค. 69 | 08:40 น.
ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความท้าทายรอบด้าน
“Wellness Economy” กลับเติบโตอย่างโดดเด่นและขยายตัวรวดเร็ว
หลายประเทศเร่งยกระดับขีดความสามารถเพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพ
รวมถึงประเทศไทย
แต่โจทย์ใหญ่ยังอยู่ที่การต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรมสู่ธุรกิจมูลค่าสูง
การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจ และการดึงดูดการลงทุน
ซึ่งยังเป็นอุปสรรคสำคัญ
ศาสตราจารย์
นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า
ปัจจุบัน Wellness Economy ได้กลายมาเป็นเมกะเทรนด์ของโลกที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
ข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า Wellness
Economy ในปี 2567 มีมูลค่าตลาดรวมราว 9.8 ล้านล้านดอลลาร์ และในปี 2572 คาดว่าจะมีมูลค่า 9.8 ล้านล้านดอลลาร์
เติบโตเฉลี่ยมากกว่า 7% ต่อปี
แต่หากมองลึกลงไปในโครงสร้างของอุตสาหกรรม
จะพบว่าเม็ดเงินจำนวนมหาศาลไม่ได้กระจายตัวอย่างเท่าเทียม
แต่ไหลเข้าสู่ธุรกิจที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่อย่างชัดเจน
กลุ่มที่มีมูลค่าสูงสุดคือ อาหารเพื่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น Future
Food, Super Food และ Functional
Food เพราะผู้บริโภค
โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ให้ความสำคัญกับการเลือกอาหารมากขึ้น
เพื่อป้องกันโรคและดูแลสุขภาพตั้งแต่ต้นทาง
ถัดมาคือ Aesthetic และผลิตภัณฑ์ความงาม
ทั้งการศัลยกรรม ความงาม การทำทรีตเมนต์ เลเซอร์ รวมถึงตลาด Cosmeceutical
หรือเวชสำอางที่ผสานคุณสมบัติของเครื่องสำอางกับเภสัชภัณฑ์
ที่ยังขยายตัวต่อเนื่องตามความต้องการดูแลรูปลักษณ์ของผู้บริโภค ยังมี Wellness
Real Estate ที่แม้จะโดดเด่นแต่มักจะได้รับความสนใจในกลุ่มผู้สูงอายุหรือวัยเกษียณ
และกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับ “ชุมชน” ผู้คนซึ่งมีพฤติกรรมใส่ใจสุขภาพเหมือนกัน
ศ.นพ.ปิยะมิตร
กล่าวว่า ปี 2569 อาจเป็น “ปีทอง” ของ Wellness Economy แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญปัจจัยลบจากสงคราม
ภูมิรัฐศาสตร์ และภาวะเศรษฐกิจ แต่กลับทำให้คนจำนวนมาก
โดยเฉพาะประเทศจากตะวันออกกลาง
ที่เริ่มมองหาประเทศใหม่เพื่อเข้ามาพำนักและใช้บริการด้านสุขภาพ
และตลาดในไทยก็ถือว่าได้รับความสนใจไม่น้อย ส่งผลให้ติดอันดับ 1 ใน 15 ของโลกด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
มีมูลค่าตลาด Wellness Economy สูงถึง 6-6.7 แสนล้านบาท อัตราเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี
โดยแบ่งออกเป็น
2
กลุ่มสำคัญ
ได้แก่ 1. Traditional Wellness เช่น นวดแผนไทย สปา ฝังเข็ม หรือศาสตร์การแพทย์ดั้งเดิม และ 2.
Science-based Wellness ซึ่งเป็นกลุ่มที่กำลังเติบโตเร็ว
ด้วยการนำองค์ความรู้ด้านพันธุกรรมและเทคโนโลยีการแพทย์เข้ามาวิเคราะห์สุขภาพรายบุคคล
และผู้ประกอบการไทยหลายแห่งก็เริ่มนำมาใช้เป็นจุดขายของบริการสุขภาพแล้ว
นอกจากนี้ Hospitality
และ Healthcare
Service ของไทยยังดีกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเดียวกัน
ยกตัวอย่าง เช่น หากเทียบกับสิงคโปร์ ถือว่ามีค่ารักษาและค่าบริการที่ต่ำกว่า
ขณะที่การบริการหรือ Hospitality ได้รับการยอมรับมากกว่า และเมื่อเทียบกับมาเลเซีย
ไทยก็มีความเปิดกว้างมากกว่า และบริการทางการแพทย์ระดับสูงยังมีความพร้อมมากกว่า
ขณะที่อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ยังตามหลังไทยในหลายด้าน
ส่วนเวียดนามที่เร่งลงทุนด้าน
HealthTech
และประกาศเป้าหมายสู่ศูนย์กลาง
Wellness
ในตอนนี้เชื่อว่าไทยยังรักษาความได้เปรียบด้าน
Healthcare
Service ไว้ได้
ทั้งคุณภาพโรงพยาบาล บุคลากร เครื่องมือ และมาตรฐานการรักษา
รวมถึงศักยภาพด้านงานวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีการแพทย์ที่ยังนำหน้าอยู่
ศ.นพ.ปิยะมิตร
กล่าวว่า นอกจากจุดแข็งไทยยังมีจุดอ่อนที่เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนด้านนี้
โดยยังขาดการลงทุนในโครงการ Wellness ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยเข้ากับภาคเอกชน
ติดปัญหาการวิจัยและเปลี่ยนสินค้าไปสู่เชิงพาณิชย์ ไม่มีต้นทุนการวิจัยมากพอ
สำหรับผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (ATMPs) การขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมกับ
อย.ทำได้ยาก ทั้งยังเผชิญกับภาวะขาดทุนในสวัสดิการด้านสาธารณสุขอีก
“ปัญหาใหญ่ของไทยเราไม่ใช่การสร้างงานวิจัย
แต่คือการผลักดันงานวิจัยออกสู่เชิงพาณิชย์
แม้งานวิจัยจำนวนมากจะประสบความสำเร็จในโรงเรียนแพทย์
แต่เมื่อจะนำไปขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
กลับต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นหลายเท่า เนื่องจากต้องทำ Clinical
Trial ในผู้ป่วยจำนวนมากเพื่อพิสูจน์ความปลอดภัยและประสิทธิผล
ซึ่งผู้เข้าร่วมการศึกษาทั้งหมดไม่สามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายได้
ทำให้เงินลงทุนจากหลักร้อยล้านบาทในช่วงวิจัย
อาจเพิ่มเป็นหลักพันล้านบาทในช่วงขอขึ้นทะเบียน”
ดังนั้น
ปัญหาเหล่านี้เรียกได้ว่าเป็น “หุบเหวมรณะ” ของงานวิจัยที่จะพัฒนาต่อยอด
ซึ่งนวัตกรรมต่างๆ อาจพิสูจน์ผลสำเร็จในห้องทดลองแล้ว
แต่ยังไม่สามารถก้าวสู่การเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ได้
เพราะขาดเงินลงทุนสำหรับการศึกษาขนาดใหญ่และการขึ้นทะเบียนในหลายประเทศ ทางออกจึงอยู่ที่การดึง
Venture
Capital เข้ามาร่วมลงทุนกับมหาวิทยาลัย
พร้อมเพิ่มบทบาทของภาครัฐในการแบ่งเบาความเสี่ยงให้ภาคเอกชน
โดยเฉพาะการสนับสนุนเงินลงทุนในสัดส่วนที่สูงขึ้น
เพื่อให้เอกชนกล้าลงทุนในนวัตกรรมการแพทย์มากกว่าเดิม
สิ่งสำคัญที่สุดของการก้าวข้ามหุบเหวมรณะอีกอย่าง
คือ ต้องให้รัฐบาลสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์
วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพราะจะช่วยให้งานวิจัยที่ประสบความสำเร็จในระดับต้น
สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และผลักดันประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพของภูมิภาคได้ในอนาคต
ด้าน
เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า
ปัจจุบันการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
มีนโยบายเข้าไปช่วยเหลือและให้คำแนะนำแก่นักวิจัยตั้งแต่
ขั้นตอนการเริ่มต้นทำงานวิจัย เพื่อให้การออกแบบงานวิจัยสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ในการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ต่างๆ
รวมถึงปรับปรุงกระบวนการวิจัยเพื่อเชิงพาณิชย์
แต่เดิมงานวิจัยหลายอย่างมักออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของนักวิจัย
ไม่ได้อิงตามหลักสากล
ทำให้ไม่สามารถนำข้อมูลมาใช้ขึ้นทะเบียนเพื่อต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ ดังนั้น อย.
จึงอยากให้มารร่วมพูดคุยตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อจะได้ช่วยชี้แจง
ว่าต้องวิจัยแบบใดจึงจะเก็บข้อมูลมาใช้ประกอบการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สุขภาพได้ตามมาตรฐานสากล
“เราปรับบทบาทจากหน่วยงานกำกับดูแลมาเป็นผู้สนับสนุนตั้งแต่ต้นน้ำ
โดยเปิดให้คำปรึกษาแก่นักวิจัยและผู้ประกอบการตั้งแต่เริ่มออกแบบงานวิจัย
เพื่อให้ข้อมูลที่ได้เป็นไปตามมาตรฐานสากลและสามารถนำไปใช้ประกอบการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ได้ทันที
ลดความล่าช้าที่เคยเกิดขึ้นในอดีตจากการออกแบบการวิจัยที่ไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านกฎระเบียบด้วย”
อย่างไรก็ตาม
อย. ยังประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานสนับสนุนทุนวิจัย อาทิ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)
เพื่อให้การพัฒนาผลงานวิจัยตอบโจทย์การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์มากขึ้น
ช่วยให้ไม่เสียเวลาในการทำวิจัยที่มีข้อมูลซึ่งไม่สามารถนำมาใช้งานจริงในทางกฎหมายได้
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++