ไทยเจออัตราสูงสุด
12.5%
สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีมาตรา 301 กับ 60
ประเทศ
24 ก.ค. 69
| 07:23 น.
วอชิงตัน, 23 กรกฎาคม 2569 – สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศว่า นายเจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ
ได้ดำเนินการขั้นสุดท้ายตามมาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้า ค.ศ. 1974 ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ด้วยการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจาก 60 เขตเศรษฐกิจ
จากกรณีที่ไม่ได้กำหนดและบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิผล
โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในเขตเศรษฐกิจที่ถูกเก็บภาษีในอัตราสูงสุดที่ร้อยละ
12.5
การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการไต่สวนของ
USTR
ซึ่งประกอบด้วยการเปิดรับฟังความเห็นสาธารณะสองรอบ
ความเห็นที่ยื่นเข้ามากว่า 2,100 ฉบับ
และการหารือกับรัฐบาลประเทศคู่ค้า
นายกรีเออร์ระบุว่า สหรัฐฯ
มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับมาเกือบหนึ่งศตวรรษและบังคับใช้อย่างเข้มงวด
ถึงเวลาแล้วที่ประเทศคู่ค้าจะต้องดำเนินการเช่นเดียวกัน
เนื่องจากที่ผ่านมาการโน้มน้าวทางศีลธรรมไม่สามารถขจัดแรงงานบังคับออกจากห่วงโซ่อุปทานโลกได้
พร้อมระบุว่ามาตรการนี้เป็นการแก้ไขทั้งปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนและแนวปฏิบัติทางการค้าที่บิดเบือน
ไทยอยู่ในกลุ่ม 54 เขตเศรษฐกิจที่ไม่มีมาตรการห้ามนำเข้า
ในการวินิจฉัยเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569
USTR จัดให้ไทยอยู่ในกลุ่ม 54 เขตเศรษฐกิจที่ไม่ได้กำหนดและบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิผล
ร่วมกับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินเดีย
ออสเตรเลีย บราซิล นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ อิสราเอล ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย ตุรกี และสหราชอาณาจักร
เป็นต้น ขณะที่อีก 6 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ แคนาดา เอกวาดอร์ สหภาพยุโรป อินโดนีเซีย เม็กซิโก
และปากีสถาน ถูกวินิจฉัยว่ามีมาตรการอยู่แล้วแต่บังคับใช้ไม่มีประสิทธิผล
เนื่องจากไทยไม่ปรากฏชื่อในกลุ่มที่ได้รับอัตราร้อยละ
10 และไม่อยู่ในกลุ่มที่มีเงื่อนไขเฉพาะ
สินค้าจากไทยจึงเข้าข่ายอัตราภาษีเพิ่มเติมร้อยละ 12.5 ตามหมวด
"เขตเศรษฐกิจอื่นทั้งหมดที่ถูกไต่สวน"
อัตราภาษี 3 ระดับ
- ร้อยละ 10 สำหรับเขตเศรษฐกิจที่
(1) มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับแล้ว
(2) ให้คำมั่นว่าจะกำหนดและบังคับใช้ผ่านความตกลงการค้าต่างตอบแทน
(Agreement on Reciprocal Trade) หรือ (3) มีมาตรการบางส่วนที่มีผลป้องกันการนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับบางประเภท
ได้แก่ อาร์เจนตินา บังกลาเทศ กัมพูชา แคนาดา เอกวาดอร์
เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส อินเดีย อินโดนีเซีย จอร์แดน มาเลเซีย
เม็กซิโก ปากีสถาน ศรีลังกา ตรินิแดดและโตเบโก และสหราชอาณาจักร
- ร้อยละ 10 หรือ 12.5 หักด้วยอัตราภาษีชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่ง
(MFN) สำหรับสินค้าบางรายการจากสหภาพยุโรป
ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสวิตเซอร์แลนด์ ที่ไม่ได้รับการยกเว้น
ตามรายละเอียดในประกาศ Federal Register
- ร้อยละ 12.5 สำหรับเขตเศรษฐกิจอื่นทั้งหมดที่ถูกไต่สวน
ซึ่งรวมถึงประเทศไทย
·
สินค้าที่ได้รับการยกเว้น
·
USTR กำหนดให้ยกเว้นสินค้าบางประเภทตามคำสั่งเฉพาะของประธานาธิบดี
ได้แก่
·
(A) วัตถุดิบที่หากถูกเก็บภาษีอาจทำให้อุปทานภายในประเทศขาดแคลน
·
(B) สินค้าที่อาจก่อความปั่นป่วนต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม
·
(C) สินค้าที่ไม่สามารถเพาะปลูกหรือผลิตในสหรัฐฯ
ได้เพียงพอหรือในราคาที่เหมาะสม หรือหาจากแหล่งอื่นไม่ได้
·
(D) สินค้าบางรายการจากอาร์เจนตินา บังกลาเทศ กัมพูชา
เอกวาดอร์ เอลซัลวาดอร์ สหภาพยุโรป กัวเตมาลา อินโดนีเซีย จอร์แดน มาเลเซีย
สวิตเซอร์แลนด์ ไต้หวัน และสหราชอาณาจักร
เพื่อจูงใจให้ปฏิบัติตามคำมั่นหรือออกกฎห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ
·
และ (E) สินค้าที่การเก็บภาษีอาจไม่ช่วยขจัดแนวปฏิบัติที่เข้าข่ายตามผลการไต่สวนอย่างมีนัยสำคัญ
·
ทั้งนี้
ไทยไม่ปรากฏชื่อในกลุ่มประเทศที่ได้รับการยกเว้นตามข้อ (D)
·
USTR เริ่มการไต่สวน 60 กรณีเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ตามคำสั่งเฉพาะของประธานาธิบดี
จากนั้นได้จัดรับฟังความเห็นสาธารณะร่วมกับคณะกรรมการมาตรา 301 ในวันที่ 28–29 เมษายน
และหารือกับรัฐบาลของเขตเศรษฐกิจที่ถูกไต่สวนกว่า 45 ราย ตามมาตรา 303(a)
·
วันที่ 2 มิถุนายน 2569 ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ
วินิจฉัยว่าการกระทำ นโยบาย และแนวปฏิบัติของทั้ง 60 เขตเศรษฐกิจในเรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่
"ไม่สมเหตุสมผล" และเป็นภาระหรือจำกัดการค้าของสหรัฐฯ
จึงเข้าข่ายดำเนินมาตรการได้ตามมาตรา 301(b) ก่อนเปิดรับความเห็นต่อมาตรการตอบโต้ที่เสนอถึงวันที่
6 กรกฎาคม
ซึ่งมีผู้ยื่นเข้ามากว่า 1,600 ฉบับ จากนั้นจัดรับฟังความเห็นระหว่างวันที่ 7–9 กรกฎาคม
โดยมีพยานให้ถ้อยคำและตอบข้อซักถามกว่า 100 ราย
·
มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้า ค.ศ. 1974 เป็นเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของต่างประเทศซึ่งกระทบต่อการพาณิชย์ของสหรัฐฯ
โดยมาตรา 301(b) ใช้พิจารณาว่าการกระทำหรือนโยบายดังกล่าวไม่สมเหตุสมผลหรือเลือกปฏิบัติ
และเป็นภาระหรือจำกัดการค้าของสหรัฐฯ หรือไม่.
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++