ไฮสปีดสะดุด
ที่ดินEECสะเทือน เก็งกำไรอ่วม
เบนเข็มซบนิคมฯ-โครงข่ายถนนใหม่
03 ก.ค. 69
| 07:45 น.
ที่ดินในพื้นที่ เขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือEEC 3 จังหวัด ได้แก่
จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง เคยเป็นหนึ่งในทำเลที่ร้อนแรงที่สุดของประเทศ
หลังรัฐบาลในยุค คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)จุดประกายผลักดัน
ให้เป็นเมืองท่าสำคัญ ต่อจากโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด
โดยมีหมุดหมายดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้าประเทศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ
โดยเฉพาะแม่เหล็กสำคัญอย่างโครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน
ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา (ไฮสปีดเทรน) ควบคู่กับการพัฒนา
เมืองการบินและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
การมาของโครงการดังกล่าวส่งผลให้ราคาที่ดินปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
จากหลักล้านบาทต่อไร่ขยับเป็นหลัก10ล้านบาทต่อไร่จากนายหน้านักเก็งกำไรปั่นราคาที่ดิน
7ปีไฮสปีดไม่คืบ-เศรษฐกิจชะลอ
ย้อนไปก่อนหน้านี้ ตลอด 7 ปี นับตั้งแต่ กลุ่มบริษัท
ซีพี (เครือเจริญโภคภัณฑ์) และพันธมิตร ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท เอเชีย เอราวัณ จำกัด
ได้ลงนามในสัญญาร่วมลงทุน (PPP) กับการรถไฟแห่งประเทศไทยวันที่
24 ตุลาคม 2562 ในขณะที่ต้นปี 2563 เกิดสถานการณ์โควิค
เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศผันผวน และกลายเป็นจุดหักเหสำคัญ
จนถึงขั้นอาจยกเลิกสัญญา
รวมถึงภาคเอกชนที่รอความหวังที่จะดึงนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่เพิ่มมากขึ้นจากรถไฟความเร็วสูง
และการพัฒนาที่อยู่อาศัยชานเมืองรองรับคนต่างถิ่น เดินทางเช้าไปเย็นกลับระหว่างที่อยู่อาศัยกับแหล่งงาน
มีอันต้องสะดุดลง
ขณะเดียวกันความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก
เศรษฐกิจในประเทศ ตลอดจนความไม่สงบในตะวันออกกลาง
มีผลสำคัญต่อการลงทุนและการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่ขณะนี้กำลังซื้อหายไปจากตลาดรวมถึงสถาบันการเงินเข้มงวดสินเชื่อผู้ประกอบการต่างชะลอโครงการการซื้อขายที่ดินจะลดลงตามไปด้วย
ที่ดินรอบไฮสปีดสะเทือน
นายยุทธนา มาตเจือ
ประธานหอการค้าจังหวัดฉะเชิงเทรา เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า
มองว่าความล่าช้าของโครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อม3 สนามบิน
กระทบภาคเอกชนที่รอความหวังจากความเจริญเข้าพื้นที่ ขณะเดียวกัน
ประเด็นที่น่ากังวลคือ
กรณีที่ดินบริเวณแนวโครงการรถไฟความเร็วสูงที่ถูกเวนคืนไปแล้ว
แต่โครงการยังไม่สามารถเดินหน้าต่อได้
ส่งผลให้เจ้าของที่ดินเดิมไม่สามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้อีก ขณะที่การพัฒนาในพื้นที่ก็ยังไม่เกิดขึ้นตามแผน
ซึ่งเป็นการรอนสิทธิ์
ข้อเสนอสำคัญคือ
ภาครัฐควรพิจารณาแนวทาง รองรับผู้ได้รับผลกระทบ
รวมถึงพิจารณาเพิ่มสิทธิในการประกอบอาชีพหรือสร้างรายได้ในพื้นที่ดังกล่าวได้ก่อน
และอาจจัดทำโครงการทดแทนเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนที่สูญเสียที่ดินจากการเวนคืน
ในอีกด้านหนึ่ง
แม้ว่าพื้นที่โดยรอบจะได้รับอานิสงส์จาก พื้นที่ EEC ที่ผลักดันให้จังหวัดฉะเชิงเทรามุ่งสู่การเป็น
Smart
City แต่ประโยชน์ดังกล่าวเกิดขึ้นเฉพาะบางอำเภอที่แนวรถไฟความเร็วสูงพาดผ่าน
และไม่ได้กระจายตัวในวงกว้าง
ขณะที่หลายพื้นที่ซึ่งอยู่ห่างจากแนวโครงการเกินประมาณ5 กิโลเมตร
ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขที่จะได้รับประโยชน์โดยตรง
ในทางกลับกัน
ที่ดินที่อยู่ในรัศมีไม่เกิน 5 กิโลเมตรรอบสถานี
จะได้อานิสงส์ราคาที่ดินขยับ 40-50% ที่ 10 ล้านบาทบวก-ลบ
ซึ่งปรับขึ้นมาตั้งแต่ช่วง 3-4 ปีก่อน
เมื่อที่ตั้งสถานีมีความชัดเจน
ส่วนปัจจุบันราคาทรงตัวและอาจไม่มีความเคลื่อนไหวจากการซื้อ-ขาย
โดยฉะเชิงเทรามีสถานีรถไฟความเร็วสูงเพียงหนึ่งสถานี และศูนย์ซ่อม
คือบริเวณตำบลวังตะเคียน อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา
ที่ยอมรับว่ามีนักลงทุนและเก็งกำไร เมื่อรถไฟความเร็วสูงล่าช้าหรืออาจยกเลิกสัญญา
มองว่าจะมีผลกระทบ แน่นอน
ขณะเดียวกันภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวยังส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซา
แรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจลดลง
ย้อนกลับไปเมื่อ 3-4 ปีก่อนมีนักลงทุนจำนวนมากเข้าไปกว้านซื้อที่ดินตามแนวโครงการรถไฟความเร็วสูง
เนื่องจากคาดหวังการพัฒนาในอนาคต แต่เมื่อโครงการเกิดความไม่ชัดเจนและถูกระงับ
ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิในที่ดินของหลายฝ่าย
ในประเด็นนี้
มีข้อสังเกตว่าการสื่อสารของภาครัฐที่ผ่านมาอาจยังไม่ชัดเจนเพียงพอ
โดยไม่ได้อธิบายเงื่อนไขหรือแนวทางดำเนินการอย่างละเอียด
ทำให้ประชาชนไม่สามารถประเมินผลกระทบหรือวางแผนรับมือได้
ขณะที่ปัจจุบันโครงการยังอยู่ในภาวะชะลอ ทำให้ข้อมูลที่ภาครัฐสามารถให้ได้ยังเป็นเพียงข้อมูลทั่วไป
ไม่สามารถระบุทิศทางที่ชัดเจนได้
จึงมีข้อเสนอให้ภาครัฐเปิดเวทีหารือร่วมกับภาคเอกชนและประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ
เพื่อกำหนดแนวทางเยียวยาและสร้างความชัดเจน โดยเฉพาะกรณีที่ดินถูกเวนคืนไปแล้ว
แต่โครงการไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน และควรมีโครงการใหม่ทดแทน
เบนเข็มซบนิคมฯ-ถนนวงแหวนใหม่
เช่นเดียวกับ นายจอมพงษ์
ชูทับทิม เลขาธิการหอการค้าจังหวัด ฉะเชิงเทรา ระบุว่า
แม้ภาพรวมตลาดจะไม่ร้อนแรงเช่นเดิม แต่ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มปรับกลยุทธ์
ไม่โฆษณาว่ามี รถไฟความเร็วสูง พาดผ่าน
แต่หันไปมองโอกาสจากการขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรม การลงทุนภาคการผลิต
และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมอื่น ๆ
โดยเฉพาะโครงการถนนสายใหม่และทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์)
ส่วนต่อขยายทยอยเปิดใช้
ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยหนุนสำคัญต่อมูลค่าที่ดินในหลายพื้นที่ของ EEC และอาจกลายเป็นแรงขับเคลื่อนรอบใหม่ของตลาดอสังหาริมทรัพย์และมีความหวังต้องการให้ภาครัฐผลักดันโครงการก่อสร้างถนนวงแหวนรอบที่1 ในจังหวัดฉะเชิงเทราระยะทาง
50 กิโลเมตรมูลค่าประมาณ 1หมื่นล้านบาท
ของกรมทางหลวงแทนแม้ว่า โครงการจะถูกตัดงบประมาณและชะลอโครงการมา 12 ปีแล้วก็ตาม
มองว่าจะส่งเสริมการเดินทาง และขยายการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรออกไปได้
รวมการมีโครงการทางคู่ใหม่และรถไฟฟ้ารางเบาเชื่อมเข้ากรุงเทพมหานคร-เมืองฉะเชิงเทราเป็นต้น
สำหรับราคาที่ดิน บริเวณ
สถานีฉะเชิงเทรา (ตำบลวังตะเคียน) ตามแนวถนนสุวินทวงศ์ ราคาอยู่ที่ 8-9 ล้านบาทต่อไร่
ขณะบริเวณด้านในซึ่งเป็นบ่อปลา บ่อกุ้ง ขายราคา ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาทต่อไร่โดยขยับไม่ต่ำกว่า
30% มาเมื่อช่วง 3-4 ปีก่อนที่มีความชัดเจนเรื่องที่ตั้งของสถานี
แต่ปัจจุบันราคาทรงตัว
อย่างไรก็ตามยอมรับว่าหากโครงการรถไฟความเร็วสูงไม่มา
จะมีผลกระทบต่อความหวังของผู้ประกอบการฉะเชิงเทรา
ที่ต้องการรองรับความต้องการคนกรุงเทพฯย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในพื้นที่
เนื่องจากราคาขายจะถูกกว่า หลายคนวาดฝันเตรียมการทำสถานีน้ำมัน อพาร์ตเม้นต์
โรงแรม 3-4 ดาว รองรับความเจริญ
ในทางกลับกันโครงการรถไฟความเร็วสูงไม่มามองว่า ฉะเชิงเทราไม่แย่มากนัก เนื่องจาก
มีสถานีเดียวและใกล้กรุงเทพฯเดินทางด้วยรถยนต์สะดวกกว่า แต่ชลบุรีจะหนักกว่าเพราะ
เอกชนเตรียมการค่อนข้างมาก
ไฮสปีดไม่ใช่ปัจจัยหลักดันที่ดินชลบุรีราคาขึ้น
นางชญานิศ ธัญญวัฒนกุล
เลขาธิการหอการค้า จังหวัดชลบุรี ระบุว่า หากไม่มีโครงการรถไฟความเร็วสูง
ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดอาจเป็นกลุ่ม นักลงทุนที่เข้ามาเก็งกำไรที่ดิน
ขณะที่ประชาชนทั่วไปแทบไม่ได้รับผลกระทบเพราะการพัฒนาของจังหวัดชลบุรีในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและการลงทุนภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก
มากกว่าปัจจัยจากโครงการรถไฟความเร็วสูง
สำหรับพื้นที่ศรีราชา
ราคาที่ดินบริเวณถนนสุขุมวิทปัจจุบันอยู่ที่ประมาณไร่ละ 40 ล้านบาท
ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มต่อเนื่องจากเดิม
โดยแรงหนุนสำคัญเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงที่มีการลงทุนของบริษัทญี่ปุ่น
โดยเฉพาะการเข้ามาของกลุ่มอุตสาหกรรมและชุมชนชาวญี่ปุ่น
ส่งผลให้เกิดการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมจำนวนมาก ก่อนที่ราคาที่ดินจะค่อย ๆ
ปรับขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ
ปัจจุบัน
การเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์ชลบุรีได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมโดยเฉพาะนักลงทุนจีนที่เข้ามาตั้งโรงงานอย่างต่อเนื่อง
ส่งผลให้การพัฒนากระจายตัวออกไปยังหลายพื้นที่ ไม่ได้กระจุกตัวเฉพาะเมืองชลบุรี
ศรีราชา หรือพัทยา แต่ขยายไปยังอำเภอบ้านบึง หนองใหญ่
และพื้นที่รอบนิคมอุตสาหกรรมมากขึ้น
มองว่า
รถไฟความเร็วสูงเพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาที่ดินพุ่งขึ้น
หากโครงการเกิดขึ้นจริงผลบวกจะอยู่ที่การยกระดับระบบคมนาคมและสนับสนุนการเติบโตของภาคการท่องเที่ยว
ทำให้ผู้คนสามารถเลือกอยู่อาศัยในเมืองรอบนอกและเดินทางเข้ามาทำงานได้สะดวกมากขึ้นเหมือนต่างประเทศเช่นนิวยอร์ก
สหรัฐอเมริกา แต่จนถึงขณะนี้ ตลาดยังไม่ให้ความหวังกับโครงการมากนัก
เนื่องจากความล่าช้าที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง
ด้านแหล่งข่าวจากสมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดชลบุรีระบุว่า
ก่อนหน้านี้เคยมีกระแสข่าวเกี่ยวกับตำแหน่งสถานีรถไฟความเร็วสูงในหลายพื้นที่
ส่งผลให้มีการเสนอราคาซื้อขายที่ดินกันบ้าง แต่เมื่อโครงการยังไม่เดินหน้า
ราคาที่ดินตามแนวเส้นทางรถไฟจึงแทบไม่เปลี่ยนแปลง ปัจจุบัน
ราคาที่ดินในพื้นที่หลักของจังหวัดชลบุรียังทรงตัว
โดยในตัวเมืองชลบุรีและศรีราชาอยู่ที่ประมาณไร่ละ 5 ล้านบาทขึ้นไป
ขณะที่พัทยาเฉลี่ยประมาณไร่ละ 7 ล้านบาท
ส่วนสัตหีบอยู่ที่ประมาณไร่ละ 3-4 ล้านบาท
ซึ่งระดับราคาใกล้เคียงกับเมื่อ 7 ปีก่อน
แม้บางพื้นที่จะปรับขึ้นราว 30% แต่เป็นการปรับตามภาวะตลาดในระยะยาว
ไม่ได้เกิดจากแรงเก็งกำไรจากโครงการรถไฟความเร็วสูง
ส่วนพื้นที่อู่ตะเภา
ราคาที่ดินมีความหลากหลาย ตั้งแต่ประมาณไร่ละ 3 ล้านบาท ไปจนถึง 4-5 ล้านบาท ขึ้นอยู่
กับทำเลและการติดเส้นทางคมนาคมแม้จะมีการเก็งกำไรอยู่บ้าง แต่ยังไม่รุนแรง
อีกทั้งต้นทุนการถือครองที่ดินที่เพิ่มขึ้น
โดยเฉพาะราคาประเมินที่ดินที่ปรับสูงขึ้น
ทำให้เจ้าของที่ดินจำนวนหนึ่งต้องเผชิญแรงกดดันในการถือครอง
แหล่งข่าวระบุว่า
ปัจจุบันยังมีผู้ถือครองที่ดินจำนวนมาก แต่กลุ่มที่มีเงินทุนจำกัดเริ่มทยอยขาย
ขณะที่ผู้มีสภาพคล่องยังคงถือครองต่อ ส่วนการซื้อขายหลายกรณี
หากผู้ซื้อไม่พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ก็มักยอมเสียเงินมัดจำ
ขณะที่ผู้ที่สามารถโอนได้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีเงินทุนระยะยาว
สำหรับตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดชลบุรียังอยู่ในภาวะชะลอตัว
ยอดเข้าชม โครงการยังพอมี แต่ลดลงประมาณ 30-40% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด
ขณะที่ยอดโอนกรรมสิทธิ์ลดลงมากกว่า 50% ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายปรับกลยุทธ์จากการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขาย
ไปสู่การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างรายได้ประจำ เช่น
บ้านเช่าและอาคารให้เช่าสำหรับแรงงานในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม
ซึ่งยังมีกำลังซื้อจากนักลงทุน รวมถึงความต้องการเช่าจากชาวต่างชาติ
โดยเฉพาะชาวจีน คิดเป็นผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าประมาณ 7-8% ต่อปี
ในพื้นที่บ่อวินยังพบการขยายตัวของชุมชนชาวจีนและธุรกิจร้านอาหารจีนอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่การเข้าซื้อที่ดินของนักลงทุนส่วนใหญ่เป็นการซื้อเพื่อนำไปพัฒนาโรงงานจริง
มากกว่าการซื้อเพื่อเก็งกำไร
สำหรับพื้นที่รอบสนามบินอู่ตะเภา
ซึ่งครอบคลุมบางส่วนของจังหวัดชลบุรีและระยอง
โดยเฉพาะฝั่งตะวันตกของสนามบินที่อยู่ในจังหวัดชลบุรี และพื้นที่บ้านฉาง
จังหวัดระยอง ซึ่งเชื่อมโยงกับสนามบินและท่าเรือน้ำลึกนั้น
ราคาที่ดินบริเวณติดถนนสุขุมวิทอยู่ที่ประมาณไร่ละ 10 ล้านบาท
และทรงตัวในระดับดังกล่าวมาระยะหนึ่งแล้ว
แม้จะมีความพยายามพัฒนาโครงการหมู่บ้านจัดสรร แต่กำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัว
ทำให้การขายโครงการขนาดใหญ่เป็นไปได้ค่อนข้างยาก และตลาดยังอยู่ในภาวะทรงตัว
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++