'Welfare
to Work" สวัสดิการจูงใจให้ทำงาน เปลี่ยนการสงเคราะห์
สู่การลงทุนมนุษย์
17 มิ.ย. 69
| 05:05 น.
ในวันที่โลกหมุนเร็วกว่าที่กฎหมายและระบบราชการจะก้าวทัน
ภายใต้แรงกดดันจากโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่ "สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์"
และการคืบคลานเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่พร้อมจะแย่งชิงอาชีพเดิมของมนุษย์ไปในพริบตา
เวทีเปิดตัว
“โครงการขับเคลื่อนระบบสวัสดิการสังคมทุกช่วงวัย เพื่อสร้างโอกาสให้คนไทยอยู่ดี
หรือ Single Social Registry” จึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิรูปโครงสร้างสังคมไทย
โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.พงษ์เทพ สันติกุล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดสวัสดิการสังคม
เป็นผู้นำเสนอ "เข็มทิศ" ใหม่ที่ท้าทายมายด์เซ็ตเดิม ๆ
ของสังคมไทยอย่างสิ้นเชิง
“สวัสดิการไม่ใช่รายจ่าย
แต่มันคือการลงทุนในทุนมนุษย์”
นี่คือวาทะเด็ดที่เป็นหัวใจสำคัญของการบรรยายในครั้งนี้
ศ.ดร.พงษ์เทพ พยายามชี้ให้เห็นว่าสวัสดิการที่รัฐจ่ายไปนั้น
หากวางทิศทางให้ถูกต้อง มันคือการสร้าง "ทุนมนุษย์" (Human
Capital) เพื่ออนาคตของประเทศ
โดยระบุว่า
"ระบบสวัสดิการสังคมของประเทศที่ผ่านมา เราไม่ได้มอง Outcome หรือผลลัพธ์สุดท้ายที่เราจะทำกับใครคนใดคนหนึ่ง
ว่าสุดท้ายแล้วเขาจะไปเป็นอะไร" การทำงานแบบแยกส่วนต่างคนต่างทำ หรือ Silo ในระบบราชการ
ทำให้โครงการสวัสดิการกว่า 116 โครงการของไทย
มุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางสูงถึง 72.41% แต่กลับขาดการบูรณาการเป้าหมายร่วมกัน
Single
Social Registry: อาวุธดิจิทัลทำลายกำแพง "ต่างคนต่างทำ"
เพื่อแก้ปัญหาการทำงานที่กระจัดกระจาย ท่านเสนอการจัดทำ
ฐานข้อมูลสวัสดิการสังคมกลางของประเทศ (Single Social Registry) เพื่อให้การเข้าถึงสิทธิมีความแม่นยำ
ทั่วถึง และไม่ตกหล่น โดยนำเทคโนโลยี AI มาใช้ปฏิรูประบบหลังบ้านเพื่อลดภาระงานเอกสารของเจ้าหน้าที่
เพื่อคืนตัวนักสังคมสงเคราะห์กลับสู่การลงพื้นที่ดูแลประชาชน
ศ.ดร.พงษ์เทพ วิเคราะห์ ถึงปัจจัยกดดันจากภายนอก
ทั้งการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่บริษัทอย่าง Samsung หรือ Suzuki ย้ายฐานการผลิตไปเวียดนามเนื่องจากต้นทุนแรงงานและเงื่อนไขทางสังคม
รวมถึงภัยจาก AI ที่ทำให้ "คนจะตกงานอีกเยอะมาก บางหน้าที่ไม่ต้องใช้คนทำเลย"
พร้อมตั้งคำถามถึงความมั่นคงในอาชีพที่เคยแน่นอนอย่างการบินไทยหรือสื่อสารมวลชนที่ปัจจุบันก็เผชิญกับการเลิกจ้าง
สวัสดิการจึงต้องปรับตัวจากแค่การ "สงเคราะห์" ไปสู่การสร้าง "เกราะป้องกัน"
ที่ยั่งยืน
“No
life without responsibility – ไม่มีสิทธิ์ที่ปราศจากความรับผิดชอบ”
ดร.พงษ์เทพ ระบุว่า
สวัสดิการยุคใหม่คือ "No life without responsibility ไม่มีความรับผิดชอบก็ไม่มีสิทธิ
ทุกคนต้องทำงาน ทุกคนต้องมีส่วนร่วม" พร้อมนำเสนอแนวคิด "Welfare
to Work" เพื่อให้สวัสดิการเป็นแรงจูงใจให้คนกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานและสร้างภาษีกลับคืนสู่รัฐ
"เปรียบเทียบกับประเทศสวีเดนที่ประชาชนยอมเสียภาษีสูงเพราะเขาไม่กลัวตกงาน
ไม่กลัวเจ็บป่วย ไม่กลัวเกษียณ เพราะรัฐบาลจะดูแลเขาตลอด
ในขณะที่คนไทยยังต้องเก็บเงินไว้ใช้ยามฉุกเฉินเพราะระบบสวัสดิการยังสร้างความไว้วางใจไม่ได้เท่าที่ควร"
แนวคิด "Welfare
to Work" หรือสวัสดิการที่จูงใจให้คนทำงาน เพราะรายได้หลักของสวัสดิการต้องมาจากภาษี
แต่ต้องยอมรับว่าการเพิ่มภาษี เช่น VAT จาก 7% เป็น 10% เป็นเรื่องละเอียดอ่อนทางการเมือง
แต่หากประชาชนเข้าใจว่าภาษีคือการซื้อความมั่นคงเหมือนในสวีเดน
ที่ประชาชนไม่ต้องกังวลเรื่องการตกงานหรือเจ็บป่วยเพราะรัฐดูแลให้ทั้งหมด
สังคมก็จะยอมรับการเสียภาษีในฐานะการลงทุนร่วมกันได้
ยุทธศาสตร์สร้างชาติ:
เลิกปล่อยให้เด็กเลือกตามใจ แต่ต้อง "ปลูกฝัง"
อาจารย์พงษ์เทพ
เสนอให้เริ่มลงทุนตั้งแต่วัยปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (CDC) โดยให้ความเห็นที่ท้าทายว่า
"เราน่าจะเลิกใช้คำว่า ให้เด็กเลือกได้ตามความชอบ...
ความชอบเนี่ยผมว่ามันพัฒนา มันปลูกฝังได้"
และได้ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นที่ใช้ Soft Power ผ่านซีรีส์และมังงะเพื่อปลูกฝังให้เด็กชอบกีฬาวอลเลย์บอลและฟุตบอลจนประสบความสำเร็จระดับโลก
ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการแรงงานด้านวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีขั้นสูง
สวัสดิการปฐมวัยต้องถูกใช้วางรากฐานนี้ตั้งแต่วันแรก
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++