คปภ. จับตาสงครามตะวันออกกลาง
สะเทือนธุรกิจประกันภัยไทย
28 พ.ค. 69 | 09:00 น.
คปภ.ประเมินสงครามตะวันออกกลางเพิ่มความเสี่ยงธุรกิจประกันภัยไทย
ทั้งต้นทุนสินไหม ตลาดทุนผันผวน และเศรษฐกิจชะลอ ยันฐานะประกันภัยไทยยังแข็งแกร่ง CAR สูงกว่าเกณฑ์กำกับหลายเท่าตัว
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย
(คปภ.)
ประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกและภาคธุรกิจประกันภัยไทย
ผ่านผลกระทบด้านราคาพลังงาน ท่ามกลางความผันผวนของตลาดทุนและตลาดการเงินโลก
รวมถึงต้นทุนการดำเนินงานและค่าสินไหมที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
พร้อมเดินหน้ามาตรการติดตามเชิงรุกและทำ Stress Test ประเมินเสถียรภาพธุรกิจประกันภัยอย่างใกล้ชิด
คปภ. เตือนสงครามตะวันออกกลางเพิ่มแรงกดดันธุรกิจประกันภัยไทย
นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ.เปิดเผยว่า ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางอาจส่งผ่านมายังธุรกิจประกันภัยไทยในหลายมิติ
ทั้งด้านรายได้ที่มีแนวโน้มชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่อ่อนแรง
ขณะที่ต้นทุนค่าสินไหมมีโอกาสปรับสูงขึ้นจากราคาพลังงาน ค่าวัสดุ ค่าแรง
ค่าซ่อมแซม รวมถึงค่ารักษาพยาบาลและเวชภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ
นอกจากนี้
ความผันผวนของตลาดทุนโลก อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ไม่แน่นอน การขยายตัวของ Credit
Spread และการปรับฐานของตลาดหุ้น
อาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าสินทรัพย์ลงทุน ฐานะเงินกองทุน
และสภาพคล่องของบริษัทประกันภัย
ขณะเดียวกัน
ตลาดประกันภัยต่อทั่วโลกยังมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะ “Selective Hardening” ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนการรับประกันภัยเพิ่มสูงขึ้นในระยะต่อไป
เบี้ยประกันปี 2569 เสี่ยงโตชะลอ
จากเศรษฐกิจอ่อนแรง-กำลังซื้อชะลอตัว
สำหรับแนวโน้มธุรกิจประกันภัยปี
2569 คาดว่า
การเติบโตของเบี้ยประกันภัยรวมจะชะลอลงจากประมาณการเดิม
จากแรงกดดันของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและตลาดการเงินที่ผันผวน อย่างไรก็ตาม
ประกันสุขภาพยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องตามความตระหนักด้านสุขภาพของประชาชน
แม้จะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม
แม้เผชิญความเสี่ยงรอบด้าน แต่ คปภ. ยืนยันว่า
ภาคธุรกิจประกันภัยไทยยังมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง โดยข้อมูล ณ ไตรมาส 4 ปี 2568 บริษัทประกันชีวิตมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน
(CAR) อยู่ที่ 442.4% และบริษัทประกันวินาศภัยอยู่ที่
367.2% ซึ่งยังสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่
คปภ. กำหนดไว้ที่ 140% อย่างมีนัยสำคัญ
ในส่วนของธุรกิจประกันชีวิต
คปภ. มองว่า ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยและตลาดทุน
ซึ่งอาจกระทบต่อการประเมินมูลค่าสินทรัพย์และหนี้สิน
โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่อ่อนไหวต่อภาวะตลาด เช่น ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit
Linked และ Universal Life) รวมถึงความเสี่ยงจากการเวนคืนกรมธรรม์
หากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง
คปภ. ทำ Stress Test ประเมินความเสี่ยงรอบด้าน รับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลก
ขณะที่ธุรกิจประกันวินาศภัย
แม้ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนระยะสั้น
แต่ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการดำเนินงานและค่าสินไหมที่สูงขึ้น
โดยเฉพาะประกันภัยที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง การขนส่งทางทะเล การบิน พลังงาน
ประกันทรัพย์สิน และประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก ซึ่งได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานและปัญหาห่วงโซ่อุปทานโดยตรง
ทั้งนี้
ในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คปภ. ได้ดำเนินการทดสอบภาวะวิกฤต (Internal
Stress Test Scenario) ครอบคลุมทั้งการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร การลดลงของตลาดหุ้น
แรงกดดันเงินเฟ้อด้านพลังงาน และผลกระทบจากตลาดประกันภัยต่อโลก ผลการทดสอบพบว่า
บริษัทประกันภัยส่วนใหญ่ยังมีระดับเงินกองทุนและสภาพคล่องสูงกว่าเกณฑ์กำกับดูแล
และสามารถบริหารจัดการภาระผูกพันระยะสั้นได้ในระดับที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม คปภ.
ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งด้านรายได้ ฐานะการเงิน สภาพคล่อง การลงทุน
การประกันภัยต่อ รวมถึงความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและภัยคุกคามทางไซเบอร์
เพื่อให้สามารถกำกับดูแลบริษัทที่มีความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงได้อย่างทันท่วงที
และรักษาเสถียรภาพระบบประกันภัยไทยในระยะยาว
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++