สหรัฐฯ จ่อรีดภาษีนำเข้าไทยเพิ่ม
สภาพัฒน์ เตือนรับมือ 2 ปมใหญ่ก่อนสาย
27 พ.ค. 69
| 13:23 น.
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
(สศช.) เปิดเผยข้อมูลเรื่องความคืบหน้าการดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ
และความเสี่ยงต่อมาตรการภาษีภายใต้มาตรา 301 โดยระบุข้อมูลที่น่าสนใจว่า
ในระยะต่อไปการดำเนินมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ ยังคงมีความไม่แน่นอน
ทั้งนี้รัฐบาลสหรัฐฯ
มีแนวโน้มที่จะบังคับใช้กฎหมายอื่นๆ ในการเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม
ทำให้ประเทศไทยมีแนวโน้มเผชิญอัตราภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นในระยะถัดไป
โดยเฉพาะมาตรา 301 ตามกฎหมายกฎหมายการค้าปี 1974 (the
Trade Act of 1974)
ข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ระบุว่า ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ประกาศสอบสวน 16 ประเทศคู่ค้ารวมทั้งประเทศไทยในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
1. กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural
Excess Capacity)
สหรัฐฯ
ตั้งข้อสงสัยกับไทยเกี่ยวกับการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์
เครื่องจักรและส่วนประกอบ และยางพารา เป็นต้น
เช่นเดียวกับภาคการผลิตของไทยมีกำลังการผลิตส่วนเกินที่ค่อนข้างสูง
สะท้อนจากอัตราการใช้กำลังการผลิตของไทยที่ตํ่ากว่า 60% อย่างต่อเนื่อง แต่มูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวสูง
2. การใช้แรงงานที่ถูกบังคับให้ทำงาน
(Forced Labor)
สหรัฐฯ
ได้มีการตรวจสอบนโยบายและการดำเนินการเพื่อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานภาคบังคับใน
60 ประเทศคู่ค้า
ซึ่งในปัจจุบันรัฐบาลไทยนำโดยกระทรวงพาณิชย์ได้ส่งความเห็นต่อประเด็นดังกล่าวให้สหรัฐฯ
พิจารณา และอยู่ระหว่างเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (Public
Hearing) ทั้งนี้ คาดว่าสหรัฐฯ จะประกาศผลการไต่สวนภายในเดือนกรกฎาคม 2569
สศช.เปิดความคืบหน้าภาพรวม
สศช. รายงานข้อมูลภาพรวมว่า
เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินให้ยกเลิกการเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal
Tariffs) ตามกฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International
Emergency Economic Powers Act: IEEPA) ซึ่งประเทศไทยถูกเก็บภาษีนำเข้าอยู่ที่อัตรา 19%
อย่างไรก็ดี รัฐบาลสหรัฐฯ
ได้มีการบังคับใช้อำนาจมาตรา 122 ตามกฎหมาย The
Trade Act of 1974 ซึ่งกำหนดให้มีการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศในอัตรา 10% เป็นเวลา 150 วัน ตั้งแต่ 24 กุมภาพันธ์-24 กรกฎาคม 2569 ทำให้อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยที่สหรัฐฯ
เรียกเก็บจากสินค้าไทยและตลาดนำเข้าหลักของสหรัฐฯ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อพิจารณาอัตราภาษีที่เก็บจริงของสหรัฐฯ (Average
Real Effective Tariff Rate) รวมทุกรายการสินค้าของไทยเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่ง
พบว่า ในเดือนมีนาคม 2569 อัตราภาษีลดลงมาอยู่ที่ 5.3% จาก 8.2% ในเดือนสิงหาคม 2568 (ภาษีศุลกากรตอบโต้เริ่มบังคับใช้)
ขณะที่ประเทศเวียดนาม มีอัตราภาษีอยู่ที่ 7% ฟิลิปปินส์
มีอัตราภาษีอยู่ที่ 5.1% และมาเลเซีย มีอัตราภาษีอยู่ที่ 4.2% ตามลำดับ
ทั้งนี้
เมื่อเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ
ถ่วงนํ้าหนักตามค่าเฉลี่ยมูลค่าสินค้าช่วงก่อนและหลังการบังคับใช้มาตรา 122 ในตลาดนำเข้าสำคัญของสหรัฐฯ
พบว่า อัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ภายหลังการบังคับใช้อัตราภาษีตามมาตรา 122 ของกฎหมาย The
Trade Act of 1974 เพื่อทดแทนกฎหมาย IEEPA มีอัตราภาษีนำเข้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะบราซิล
ที่ลดลงสูงถึง 15.56%
รองลงมาคือ จีน อินเดีย และเวียดนาม ขณะที่ประเทศไทย
มีอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ลดลง 4.57% เมื่อเทียบกับช่วงที่ภาษีศุลกากรตอบโต้บังคับใช้
สินค้าส่งออกเทียบคู่แข่ง
อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณารายสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปสหรัฐฯ
เทียบกับประเทศคู่แข่ง พบว่า สินค้าส่วนใหญ่มีอัตราภาษีที่เก็บจริงของสหรัฐฯ
ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในเดือนมีนาคม 2569 สอดคล้องกับอัตราภาษีที่เก็บจริงรวมทุกรายการสินค้า
โดยเฉพาะสินค้าประเภทต่าง ๆ ประกอบด้วย
1. หม้อแปลงไฟฟ้า (สัดส่วน 3.62% ของสินค้าส่งออกทั้งหมดของไทยไปสหรัฐฯ)
โดยอัตราภาษีลดลงมาอยู่ที่ 8.68% เทียบกับอัตรา 17.10% ในเดือนก่อนหน้า
2. เครื่องปรับอากาศ (สัดส่วน 2.86%) อัตราภาษีลดลงมาอยู่ที่ 13.30% เทียบกับอัตรา 18.67% ในเดือนก่อนหน้า
3. โซลาร์เซลล์ (สัดส่วน 1.76%) อัตราภาษีลดลงมาอยู่ที่ 10% เทียบกับอัตรา 16.99% ในเดือนก่อนหน้า
4. แผงควบคุมกระแสไฟฟ้า (สัดส่วน 1.55%) อัตราภาษีลดลงมาอยู่ที่ 11.96% เทียบกับ 19.51% ในเดือนก่อนหน้า
ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งสำคัญในอาเซียน
พบว่า สินค้าส่วนใหญ่มีอัตราภาษีที่เก็บจริในระดับใกล้เคียงกัน
ขณะที่จีนแม้อัตราภาษีนำเข้าที่ถูกเรียกเก็บจริงจากสหรัฐฯ
จะลดลงจากเดิมแต่ยังคงอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างสูง
สำหรับสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าจากมาตรา 122
(Exemptions) พบว่า การส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ในกลุ่มสินค้าดังกล่าว (สัดส่วน 61.2% ของสินค้าทั้งหมดที่สหรัฐฯ
นำเข้าจากไทย) ยังขยายตัวต่อเนื่องเช่นกัน โดยในเดือนมีนาคม 2569 ขยายตัวในเกณฑ์สูงถึง 64.4%
ส่วนใหญ่เป็นสินค้าในกลุ่มเดียวกันกับสินค้าที่ได้รับการยกเว้นจากมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้เดิม
โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องจักรและอิเล็กทรอนิกส์ อาทิ หน่วยประมวลผล (สัดส่วน 34.4%) ขยายตัว 247% รองลงมาคือเครื่องส่งวิทยุและเครื่องรับวิทยุ
(สัดส่วน 33.9%) ขยายตัว 87.3% และแผงวงจรพิมพ์ที่ประกอบแล้ว
(สัดส่วน 4.7%) ขยายตัว 297.8%
อย่างไรก็ดี พบว่า สินค้ากลุ่มเกษตรและผลิตภัณฑ์
ส่วนใหญ่การส่งออกยังลดลงต่อเนื่อง
สอดคล้องกับความต้องการที่ลดลงและการแข่งขันด้านราคาในตลาดโลกที่ค่อนข้างสูง
ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตามประเด็นเรื่องของมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ
ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ล่าสุด นายดนุชา พิชยนันนท์
เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงกรณีนี้ว่า
แม้อัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ในปัจจุบันจะอยู่ในระดับที่ตํ่ากว่าช่วงปี 2568 เป็นผลจากการยกเลิกภาษีการค้าตอบโต้
นับตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569
แต่อย่างไรก็ดี รัฐบาลสหรัฐฯ
มีแนวโน้มที่จะบังคับใช้มาตรการทางการค้าอื่น ๆ
เพิ่มเติมโดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้แรงกดดันทางการเมืองในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ
ในช่วงปลายปี 2569 อาทิ การบังคับใช้ภาษีสำหรับสินค้าถ่ายลำ (Transshipment)
การกลับมาจัดเก็บภาษีนำเข้าต่อจีนในระดับสูงภายหลังสิ้นสุดระยะผ่อนปรนในวันที่
10 พฤศจิกายน 2569 การยกเลิกรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าภายใต้ข้อตกลง
USMCA รวมไปถึงการเก็บภาษีนำเข้าเฉพาะเป็นรายสินค้า
แนะหาทางรองรับผลกระทบ
ดังนั้นจึงได้เสนอแนวทางการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี
2569 ต้องให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ
โดยเตรียมความพร้อมต่อกระบวนการไต่สวนตามมาตรา 301 และรองรับความเสี่ยงของการใช้มาตรา
201 ภายใต้กฎหมายการค้าปี 1974 โดยเร่งส่งเสริมการใช้สินค้า
และวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางในประเทศ
พร้อมทั้งขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มสูญเสียส่วนแบ่งตลาด
ควบคู่ไปกับการเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรีที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา ได้แก่
ข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป เกาหลีใต้ ปากีสถาน และตุรกี ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
และเตรียมศึกษาเพื่อเจรจากับประเทศคู่ค้าสำคัญใหม่ที่มีศักยภาพ ได้แก่
กลุ่มประเทศภูมิภาคตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียใต้
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++