แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ พลังงานไทย
By thawatchai_int
21 พ.ค. 69
| 13:25 น.
ท่ามกลางความเปราะบางของระบบพลังงานโลก
ที่ถูกทดสอบอย่างหนักจากสงครามในตะวันออกกลาง และความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน
เวทีเสวนา “THE
BIG ISSUE ENERGY CRISIS NEW SOLUTIONS ทางออกวิกฤตพลังงานอย่างยั่งยืน” ที่ฐานเศรษฐกิจจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ได้รวบรวมเสียงจากทุกภาคส่วน
ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ และผู้ประกอบการ
มาร่วมกันถอดบทเรียนและชี้แนะทิศทาง
หนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างที่ถูกพูดถึงมากที่สุด
คือ การที่ประเทศไทยยังใช้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ฉบับปี 2561 ซึ่งล้าสมัยอย่างเห็นได้ชัดในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
แผน PDP ฉบับใหม่ต้องเกิดขึ้นโดยเร็ว แม้ยังไม่สมบูรณ์แบบ
แต่ต้องมีทิศทางที่ชัดเจน และที่สำคัญต้องสามารถปรับได้ตามสถานการณ์
เป้าหมายไฟฟ้าสะอาดให้เกิน 50% ภายใน 20 ปีต้องถูกบรรจุไว้ในแผนนี้อย่างจริงจัง
ควบคู่กันนั้น
การปลดล็อกโซลาร์เสรีสำหรับภาคประชาชน
ลดขั้นตอนการขออนุญาตจากกว่าหนึ่งปีให้เหลือไม่เกินหนึ่งเดือน หรืออาจถึงเจ็ดวัน
การขยายโควตารับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ของประชาชน และการเปิด Third Party
Access บนโครงข่ายสายส่ง
ล้วนเป็นมาตรการที่สามารถขับเคลื่อนได้ทันที หากมีเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่พอ
หัวใจของการปฏิรูปพลังงานที่ยั่งยืนไม่ใช่แค่
Green
Transition แต่ต้องเป็น Just
Transition ด้วย
การผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าโดยไม่คำนึงถึงภาคขนส่งสินค้าที่ใช้นํ้ามันดีเซลถึง 40-50 ล้านลิตรต่อวัน หรือไม่นึกถึง SME และเกษตรกรที่ไม่มีทุนปรับตัว
คือการแก้ปัญหาที่สร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาแทน
ข้อเสนอให้ปรับกฎหมายนํ้าหนักบรรทุกของรถบรรทุก
EV
เพื่อชดเชยนํ้าหนักแบตเตอรี่
เหมือนที่ยุโรปและอังกฤษทำ คือตัวอย่างของการคิดให้ครบระบบ
รวมถึงการมีมาตรฐานการจัดการแบตเตอรี่เก่าและซากโซลาร์เซลล์ตามแนวคิด Circular
Economy เพื่อไม่ให้พลังงานสะอาดของวันนี้กลายเป็นขยะอันตรายของวันพรุ่งนี้
ล้วนเป็นโจทย์ที่รัฐต้องเตรียมคำตอบไว้ล่วงหน้า
ทรัพยากรก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย
รวมถึงศักยภาพด้านพลังงานความร้อนใต้พิภพ ชีวมวล
และพลังงานจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร
ล้วนเป็นทรัพย์ในดินที่ไทยยังใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ หลักการสำคัญคือ
ต้องมองในประเทศก่อนเสมอ เพราะสิ่งที่มั่นคงที่สุดในช่วงเปลี่ยนผ่าน คือสิ่งที่อยู่ในมือเราเอง
ประโยคที่กินใจที่สุดในวันนั้นคือ “ปัญหาของประเทศไม่ใช่ไม่รู้ว่าจะทำอะไร
แต่คือรู้แล้วพูดแล้วไม่ทำ” คำพูดนี้สะท้อนความจริงที่เจ็บปวดของการบริหารนโยบายพลังงานไทยมาอย่างยาวนาน
วิกฤตพลังงานครั้งนี้อาจเป็นแรงกดดันที่หนักหนาที่สุดที่ประเทศเคยเผชิญ แต่ขณะเดียวกัน
ก็คือหน้าต่างแห่งโอกาสที่เปิดกว้างที่สุดในรอบหลายสิบปี ทั้งโครงสร้างราคาพลังงาน
การสำรองเชิงยุทธศาสตร์ การปฏิรูปโครงข่ายไฟฟ้า และการส่งเสริมพลังงานทดแทน
ล้วนมีแนวทางที่ชัดเจนอยู่แล้วในมือของผู้กำหนดนโยบาย
สิ่งที่ขาดอยู่เพียงอย่างเดียวคือ ความกล้าที่จะลงมือทำอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยไม่รอให้วิกฤตครั้งต่อไปมาบีบบังคับอีกครั้ง
แสงสว่างอยู่ที่ปลายอุโมงค์แล้ว คำถามคือเราจะเดินไปหามันหรือยัง
บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,202 วันที่
21-23
พฤษภาคม พ.ศ. 2569
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++