กรมที่ดิน
ยกระดับข้อสั่งการนายกฯอนุทิน ตรวจเข้ม “นอมินี” ถือครองที่ดินแทนต่างชาติ
20 พ.ค. 69
| 11:54 น.
นายพรพจน์
เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน เป็นประธานการประชุมผ่านระบบทางไกล
(Video Conference) ไปยังเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด
สาขา และส่วนแยกทั่วประเทศ รวม 462 สำนักงาน
เพื่อกำชับแนวทางการปฏิบัติงานและยกระดับมาตรการตรวจสอบการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว
หรือ “นอมินี” อย่างเข้มงวด
หลังปรากฏข้อมูลและกระแสข่าวเกี่ยวกับการใช้บุคคลสัญชาติไทยหรือนิติบุคคลอำพรางการถือครองที่ดิน
ในพื้นที่เศรษฐกิจและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่งของประเทศ
พร้อมมอบนโยบายตรงถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทั่วประเทศให้เดินหน้ามาตรการเชิงรุก
ตรวจสอบเชิงลึก และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด
นายพรพจน์ กล่าวว่า นายอนุทิน
ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่กำกับดูแลกรมที่ดิน
ได้แสดงความห่วงใยในประเด็นเรื่องของการถือครองที่ดินของคนต่างด้าวที่อยู่ในประเทศไทย
และได้เน้นย้ำสั่งการเป็นพิเศษถึงปัญหาการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว
ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความเป็นธรรมในการถือครองที่ดิน
และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการบังคับใช้กฎหมายของรัฐ
โดยที่ผ่านมา
กรมที่ดินได้ออกหนังสือกำชับแนวทางการตรวจสอบมาอย่างต่อเนื่อง
และมีคำสั่งให้สำนักงานที่ดินทั่วประเทศรายงานผลการตรวจสอบทุก 3 เดือน
เพียงแต่ในช่วงที่ผ่านมาเริ่มปรากฏพฤติการณ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น คือ
ตอนจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมกับสำนักงานที่ดิน เอกสารทุกอย่างอาจถูกต้องครบถ้วน
แต่ภายหลังกลับมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้น เปลี่ยนทุน
หรือใช้บริษัทอื่นเข้ามาถือหุ้นแทนคนไทย จนสุดท้ายผู้มีอำนาจควบคุมแท้จริงกลายเป็นคนต่างชาติ
เรื่องแบบนี้ต้องตรวจสอบลึกไปถึงโครงสร้างบริษัทและเส้นทางการเงิน
ในการประชุมครั้งนี้
อธิบดีกรมที่ดินได้กำชับให้สำนักงานที่ดินทั่วประเทศถือปฏิบัติตามมาตรการสำคัญอย่างเคร่งครัด
โดยเฉพาะ “มาตรการป้องกันก่อนจดทะเบียน”
ซึ่งกำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างละเอียดในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว
ทั้งในกรณีบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ไม่ใช่เพียงตรวจสอบเอกสารตามรูปแบบเท่านั้น
กรมที่ดินกำหนดมาตรการตรวจสอบเชิงลึกก่อนจดทะเบียน
ในกรณีที่ผู้รับโอนเป็นบุคคลธรรมดา
โดยเฉพาะการซื้อหรือโอนที่ดินที่มีมูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป หรือมีการชำระเงินสดตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป จะต้องมีการสอบสวนถึงแหล่งที่มาของเงิน รายได้
อาชีพ และฐานะทางการเงิน อย่างละเอียด
หากมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมาย หรือถือครองแทนคนต่างด้าว
จะต้องเสนอเรื่องให้รัฐมนตรีพิจารณาสั่งการ ในกรณีที่คนไทยมีคู่สมรสเป็นต่างด้าว
ต้องให้ถ้อยคำรับรองว่าเงินที่นำมาซื้อเป็นสินส่วนตัวมิใช่สินสมรส
รวมถึงกรณีการจำนอง เช่า หรือให้สิทธิอื่นแก่คู่สมรสต่างด้าว
หากมีพฤติการณ์เข้าข่ายสนับสนุนการถือครองแทน ก็จะถูกตรวจสอบเช่นกัน
ตลอดจนกรณีบุตรผู้เยาว์ของคนต่างด้าวรับโอนที่ดิน
จะต้องมีการสอบสวนเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงกฎหมายหรือเอื้อประโยชน์แก่คนต่างด้าว
ในกรณีที่ผู้รับโอนเป็นนิติบุคคล
โดยเฉพาะบริษัทที่มีต่างด้าวถือหุ้นหรือเป็นกรรมการ และมีมูลค่าการโอนตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป หรือมีการชำระเงินสดตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป จะต้องสอบสวนให้ชัดเจนว่า
ผู้ถือหุ้นชาวไทยไม่ได้ถือหุ้นแทนคนต่างด้าว โดยสอบสวนจากรายได้ อาชีพ
และที่มาของเงินอย่างครบถ้วน
รวมถึงกรณีบริษัทซื้อที่ดินในราคาสูงกว่าทุนจดทะเบียนแต่ไม่มีการจำนอง
ก็ต้องสอบสวนที่มาของเงินทุนของบริษัทอย่างละเอียด นอกจากนี้
หากนิติบุคคลต่างด้าวเข้ามาเช่าที่ดินหรือถือสิทธิระยะยาว
ก็จะมีการสอบสวนวัตถุประสงค์การเช่าว่านำไปประกอบกิจการใด หรือขัดต่อ
พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือไม่ และหากไม่แสดงหลักฐานจนเป็นที่เชื่อได้
ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าน่าจะเป็นการถือหุ้นแทนคนต่างด้าว
นอกจากนี้
ยังมีมาตรการตรวจสอบหลังการได้มาซึ่งที่ดิน
โดยให้จังหวัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและสอบสวนกรณีถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว
ซึ่งประกอบด้วยฝ่ายปกครอง เจ้าพนักงานที่ดิน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
พาณิชย์จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันกลั่นกรองข้อเท็จจริงและติดตามพฤติการณ์ต้องสงสัยในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน
กรมที่ดินยังเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง
ทั้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยกรมที่ดินได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลนิติบุคคลต้องสงสัย ข้อมูลผู้ถือหุ้น
และข้อมูลการถือครองที่ดิน
เพื่อใช้ร่วมกันในการตรวจสอบพฤติการณ์นอมินีและการถือครองอสังหาริมทรัพย์แทนคนต่างด้าว
อธิบดีกรมที่ดิน กล่าวอีกว่า
ต่อให้ยังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่ามีการกระทำผิด
คณะกรรมการระดับจังหวัดก็ยังต้องติดตามและสอดส่องข้อมูลอย่างต่อเนื่อง
ทั้งจากโฆษณา ข่าวสารท้องถิ่น การประชาสัมพันธ์อสังหาริมทรัพย์
หรือพฤติการณ์ที่แสดงออกต่อสาธารณะของผู้ถือครองที่ดินหรือกลุ่มทุนต่างชาติ
และหากตรวจสอบพบการกระทำผิดจริง
กรมที่ดินมีมาตรการทั้งทางปกครองและทางอาญารองรับอย่างชัดเจน
โดยสามารถสั่งให้จำหน่ายที่ดินภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งไม่น้อยกว่า 180 วัน แต่ไม่เกิน 1 ปี หากไม่ดำเนินการ อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจสั่งจำหน่ายแทนได้ทันที
ส่วนผู้กระทำผิดจะมีความผิดทั้งตามประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายที่ดิน
เช่น ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน
ความผิดฐานถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว หรือการได้มาซึ่งที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ซึ่งมีโทษทั้งจำคุกและปรับ ซึ่งการดำเนินมาตรการดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อกระทบต่อการลงทุนหรือการท่องเที่ยว
แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ
และสร้างความมั่นใจว่าการถือครองอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยจะต้องอยู่ภายใต้กติกาเดียวกันทุกฝ่าย
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++