'เอกนิติ' เร่งออกเกณฑ์ใช้เงินกู้ 4 แสนล้าน
ยันเศรษฐกิจไทยวิกฤต
11 พ.ค. 69
| 14:28 น.
'เอกนิติ' เร่งออกเกณฑ์ใช้เงินกู้
ภายใต้พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
ยันเศรษฐกิจไทยวิกฤต แจงฝ่ายค้านปมยื่นศาลรัฐธรรมนูญ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ
“ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งจะดำเนินการผ่านโครงการคนละครึ่งพลัสและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรอการจัดทำระเบียบรองรับการใช้เงินกู้ ภายใต้พระราชกำหนด
(พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ
วงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้
ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน กำลังเร่งดำเนินการในรายละเอียด
หลังจากจัดทำระเบียบแล้วเสร็จ
หน่วยงานต่าง ๆ จะสามารถเสนอแผนงานและโครงการที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก.
เข้ามาพิจารณาได้
โดยรัฐบาลมุ่งเน้นการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตค่าครองชีพ
ควบคู่กับการวางรากฐานด้านพลังงานในระยะยาว
ยันพ.ร.ก.กู้เงิน เดินหน้าผ่าน 5 หลักการสำคัญ
นายเอกนิติ กล่าวว่า
การใช้เงินกู้ครั้งนี้จะดำเนินการภายใต้ 5 หลักการสำคัญ ได้แก่
1.
การช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า
เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
2.
การสร้างการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะด้านพลังงาน
เพื่อลดภาระประชาชนในระยะยาว
3.
การปฏิรูปเพื่อรองรับหลังวิกฤต
มุ่งช่วยให้ประชาชนและเศรษฐกิจกลับมาเข้มแข็ง
4.
ความโปร่งใสในการใช้จ่ายเงินกู้
โดยจะเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดและนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยตรวจสอบ
5.
การทำงานร่วมกันกับทุกภาคส่วน
โดยจะมีผู้ทรงคุณวุฒิจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)
เข้าร่วมพิจารณากลั่นกรองโครงการด้วย
“การเดินหน้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส
ยังต้องรอให้ระเบียบการใช้เงินกู้แล้วเสร็จก่อน
จึงจะสามารถเสนอรายละเอียดเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ได้
ส่วนการเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในวันที่ 19 พ.ค. นี้หรือไม่นั้น
กระทรวงการคลังจะเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่”
ยันเศรษฐกิจไทยวิกฤต แจงปมฝ่ายค้านยื่นศาลรัฐธรรมนูญ
ส่วนในประเด็นที่ฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ
กรณีเงินกู้จำนวน 200,000 ล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
อาจไม่เข้าข่ายสถานการณ์ฉุกเฉินหรือมีความจำเป็นเร่งด่วนนั้น นายเอกนิติ ยืนยันว่า
เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตซับซ้อน” ที่ยังไม่สามารถประเมินจุดสิ้นสุดได้
โดยมีต้นตอสำคัญจากต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้
ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง
ทำให้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความผันผวนด้านพลังงานโลก
ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
โดยอัตราเงินเฟ้อล่าสุดอยู่ที่ 2.9% และมีแนวโน้มขยับขึ้นแตะระดับ
4-5% ในช่วงต่อไป ขณะที่ราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 10% แล้วในปัจจุบัน
นายเอกนิติ กล่าวว่า
วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ซึ่งเป็นปัญหาสถาบันการเงิน
หรือช่วงแผนไทยเข้มแข็งที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก แต่สถานการณ์ปัจจุบันเป็น
“วิกฤตปากท้อง” ที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง
รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเตรียมมาตรการรองรับและดูแลไม่ให้ผลกระทบลุกลามในวงกว้าง
คาดเงินเฟ้อทั้งปีนี้ ไม่เกิน 3%
ส่วนกรณีที่มีข้อสังเกตว่า
สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s ชื่นชมเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย
แต่รัฐบาลยังเดินหน้ากู้เงินเพิ่มเติมนั้น นายเอกนิติ ชี้แจงว่า
เป็นคนละประเด็นกัน โดย Moody’s ให้ความเชื่อมั่นต่อฐานะการเงินระหว่างประเทศของไทย
โดยเฉพาะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง
แต่ภายในประเทศยังมีปัญหาค่าครองชีพและผลกระทบทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งแก้ไข
นอกจากนี้
กระทรวงการคลังยังได้หารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
และหน่วยงานเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง
เพื่อประเมินสถานการณ์เงินเฟ้อและกำหนดแนวทางดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ
โดยยืนยันว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี ยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวใกล้กรอบเป้าหมายที่ไม่เกิน
3% แม้จะมีแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นก็ตาม
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++