เปิด 3 ฉากทัศน์ วิกฤตพลังงานรอบใหม่กดศก.ไทย GDP เสี่ยงหลุด 1% บาทอ่อน 36 บาท
31 มี.ค. 69 | 07:30 น.
ดร.ปิยศักดิ์
มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) เปิดมุมมองต่อการปรับขึ้นของราคาน้ำมันจากสงครามภูมิรัฐศาสตร์
กับ 'ฐานเศรษฐกิจ' ว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2569 อาจต้องเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปฏิบัติการ
Operation
Epic Fury ที่สหรัฐฯ
และอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน
ความขัดแย้งครั้งนี้แตกต่างจากสงครามตะวันออกกลางในอดีต
เพราะมุ่งทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ส่งผลให้อุปทานน้ำมันโลกลดลงและเป็นผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นต่อเนื่อง
ซึ่งสร้างความเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจที่ผิดปกติและร้ายแรง (Stagflation)
นอกเหนือจากนี้ยังอาจมีผลบังคับให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ
(Fed) พลิกจากวัฏจักรการผ่อนคลายมาสู่การขึ้นดอกเบี้ยสู่ 4.13% ในกรณีเลวร้าย
ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐฯ จะแข็งค่าขึ้น 10% จากก่อนสงคราม
กดดันสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก
"ราคาน้ำมันโลกไปไกลทะลุ 120 ดอลลาร์
เป็นผลให้ราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปมีทิศทางปรับราคาสูงขึ้นตาม
ภาพพลังงานดังกล่าวสะท้อนว่ารัฐบาลไม่อาจอุดหนุนราคาน้ำมันไปได้ตลอด
แต่ในขณะเดียวกันก็อาจต้องลงให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเพื่อบรรเทาผลกระทบ"
เปิด 3 ฉากทัศน์
ราคาน้ำมันฉุดศก.
1. หากสงครามสามารถบรรลุข้อตกลงและหาข้อยุติความขัดแย้งกันได้ภายใน
2
สัปดาห์
โดยสมมุติฐานหลักจากการที่ผู้นำระดับสูงอิหร่านถูกสังหารไปพร้อมกัน
ทำให้ผู้นำระกับรองอาจยอมเจรจาแทน ส่งผลให้ Brent อาจ Overshoot ในระยะสั้น
ก่อนกลับมาทรงตัวที่ระดับ 65-70 ดอลลาร์ โดยคาดว่า GDP ไทยจะอยู่ที่ราว 1.7% และ กนง. ยังลดดอกเบี้ยสู่ 0.75% ได้ตามแผน
ในขณะที่เงินเฟ้ออาจอยู่ที่ราว 0.3% ทั้งนี้คาดว่าค่าเงินบาทจะอยู่ที่ระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์
2. แต่หากว่าสงครามยืดเยื้อ
2-3
เดือน
(แต่ไม่ลุกลาม) ซึ่งกำลังเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในขณะนี้
เพราะผู้นำระดับรองของอิหร่านน่าจะปฎิบัติตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้าโดยอัตโนมัติ
รวมถึงการรบกวนเส้นทางเดินเรือในฮอร์มุซ ส่งผลให้ Brent เฉลี่ยที่ระดับ 85 ดอลลาร์ ทำให้คาดว่า GDP ไทยอาจหดตัวลงเหลือ 1.4-1.5% และกนง. ต้องชะลอการลดดอกเบี้ย
ขณะที่เงินเฟ้ออาจขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 0.8% โดยคาดว่าค่าเงินบาทจะอยู่ที่ระดับ
34.00
บาทต่อดอลลาร์
3. หากว่ายากไปกว่านั้น
คือ สงครามยืดเยื้อและบานปลายระดับภูมิภาค
มีความเสี่ยงจากผู้บัญชาการระดับรองของอิหร่านที่อาจตัดสินใจรุนแรงกว่าผู้นำเดิม
บวกกับการเข้าร่วมของฮูตีและฮิสบูเลาะห์ ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์ ซึ่งอาจกระทบกับ GDP ไทย ขยายตัวลดลงเหลือเพียง 1% และระดับเงินเฟ้ออาจสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ
1%
กว่า
ขณะที่ กนง. อาจต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ 1.25% และคาดว่าค่าเงินบาทอาจลอยขึ้นไปที่ระดับ
36.00
บาทต่อดอลลาร์
นอกเหนือจากนี้
มองว่าด้วยแนวโน้มราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับที่สูงอย่างต่อเนื่อง
ทำให้ในระยะสั้นประเมินว่าราคาน้ำมันอาจไม่สามารถกลับไปยืนที่ระดับ 60 ดอลลาร์เหมือนเช่นต้นปี 2569 ที่ผ่านมาได้อีกแล้ว
Energy
Shock ต่อเศรษฐกิจไทย
ภาพรวมประเทศไทยเปราะบางกว่าที่คิด
- ไทยนำเข้าพลังงานสุทธิเกิน
7% ของ GDP และนําเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง
57% ของ
ทั้งหมด
- ทุกๆ 10% (ประมาณ
3 บาท)
ของราคาน้ำมัน ที่เพิ่มขึ้น ทําให้การขยายตัว GDP หายไป -0.04%, เงิน
เฟ้อเพิ่มขึ้น 0.35% ฉะนั้นราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นจากประมาณ
30 บาทเป็น
40 บาท
จะทําให้การขยายตัว GDP หายไป
-0.13% percentage points, เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 1.16% percentage points
ค่าครองชีพประชาชน
- กรมการค้าภายในเรียก
9 ยักษ์
FMCG (ยูนิลีเวอร์
สหพัฒน์ P&G ฯลฯ) ยืนยันตรึงราคาได้ถึง เม.ย. เท่านั้น
หลังจากนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์
- ราคาน้ำมันหน้าปั๊มปรับขึ้น
ดีเซลปรับขึ้นสู่ 39.0 บาทต่อลิตร
- กองทุนน้ำมันฯ
ติดลบกว่า 3 หมื่นล้านบาทแล้ว
และใช้จ่ายวันประมาณละ 1,500-2,000 ล้านบาท เพื่อพยุงราคา
- INVX คำนวณว่าหาก
Brent อยู่ที่
100 ดอลลาร์
พยุงได้ถึงช่วงต้นเดือน เม.ย. ก่อนรัฐบาลใหม่จะอนุมัติ
พ.ร.ก.ค้ำประกันเงินกู้กองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิง
ค่าขนส่งและวัตถุดิบ
- ค่าระวางเรือจากอ่าวเปอร์เซียมาเอเชียเพิ่มขึ้นเกินสองเท่าแล้ว
กลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติก จัดหาได้ เพียง 50% ของความต้องการ
- วัตถุดิบปิโตรเคมีขาดแคลน
TOA สต็อกเหลือ
20 วัน SCG ปิดโรงงานโอเลฟินส์ระยอง
บรรจุภัณฑ์ พลาสติกเริ่มหายากในตลาด
- กระทรวงพาณิชย์เร่งเจรจาเกาหลีใต้ขอผ่อนผันส่งออก
Solvent และเร่งหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบ สํารองเพิ่มเติม
ค่าไฟฟ้าและเงินเฟ้อ
- ต้นทุน
LNG พุ่งสูงกว่า
100% กระทบโรงไฟฟ้า
SPP โดยตรง
มีความเสี่ยงที่ค่าไฟฟ้างวดหน้าจะถูก ปรับขน
- เงินเฟ้อที่ปกติอยู่ต่ำกว่า
1% อาจเร่งตัวสู่
1.5% หรือสูงกว่าหากสงครามยืดเยื้อ
นโยบายการคลัง
ดอกเบี้ยและค่าเงินบาท
- รัฐบาลอนุทิน
2 เตรียมโยกงบประมาณเข้าโหมด
'ฉุกเฉินเร่งด่วน' พร้อมเดินหน้า
คนละครึ่งพลัส
- เฟส 2 เร็วขึ้นเป็นกลางปี
แต่งบฯ กลางสำรองจ่ายเหลืออยู่เพียง -2.4 หมื่นล้านบาท
- INVX ประเมินว่า
หากผลสงครามยืดเยื่อ 2-3 เดือน
(S2) กนง. ต้องคงดอกเบี้ยที่ 1.00% ทั้งปี บาทอ่อนสู่ 34 บาท
- และหากว่าไปถึงขั้นที่สงครามยืดเยื้อและลุกลาม
(S3) ทำให้
Brent เกิน 100 ดอลลาร์
อย่างถาวรแล้วนั้น อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยฉุกเฉินสู่
1.25% และบาทอ่อนสู่
36 บาท
4 กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย
นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of
Research Department InnovestX กล่าวว่า
ท่ามกลางสภาวะความผันผวนของตลาดทุนที่ได้รับแรงกดดันจากทั้งปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์และภาวะเศรษฐกิจโลก
ล่าสุดได้มีการเปิดเผยแนวทางการลงทุนผ่าน '4 กลยุทธ์ตลาดหุ้นไทย' เพื่อเป็นลายแทงให้แก่นักลงทุนในการปรับพอร์ตให้สอดรับกับสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา
โดยแบ่งตามระยะเวลาและปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญ ดังนี้
1. ระยะสั้น (1-4 สัปดาห์) : เน้น Tactical
Play 'เข้าซื้อเก็งกำไร'
ในระยะสั้น เมื่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลายลง
บรรยากาศการลงทุนจะกลับเข้าสู่ภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-on)
ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงมีโอกาสดีดตัวกลับอย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นที่ถูกขายออกมาอย่างหนักในช่วงก่อนหน้า
กลยุทธ์ที่แนะนำคือการเข้าซื้อเพื่อเก็งกำไร ใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
- กลุ่มผู้ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันขาลงและกลุ่มที่มีฐานลูกค้าตะวันออกกลาง
: อาทิ สายการบิน (AAV, BA), โรงไฟฟ้ากลุ่ม SPP (GPSC, BGRIM), โรงพยาบาลระดับบน
(BH, BDMS, PR9) และกลุ่มท่องเที่ยว (AOT, CENTEL, ERW, MINT)
- กลุ่มที่คลายความกังวลเรื่องห่วงโซ่อุปทาน
: ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (DELTA, HANA, KCE), ยานยนต์
(AH, SAT, STANLY), วัสดุก่อสร้าง (SCC) และบรรจุภัณฑ์ (SCGP)
- กลุ่มเป้าหมาย
Short Covering : เน้นหุ้นในดัชนี SET50 ที่มีปริมาณการขายชอร์ตสะสมสูงและราคาปรับตัวลงแรงกว่าตลาดในช่วงวิกฤต
เช่น LH, WHA, BTS, AOT, BDMS, CPF, MINT, AWC, HMPRO และ OR
2. ระยะกลาง (3-6 เดือน) : สู้ภัย Stagflation
ด้วยหุ้น High Pricing Power
สำหรับการลงทุนในระยะกลาง ตลาดอาจต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่ฝังตัวลึก (Sticky
Inflation) เนื่องจากราคาน้ำมันดิบ Brent ยังคงทรงตัวในระดับสูง
(ประมาณ 80-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ซึ่งกระทบต่อกำลังซื้อ
กลยุทธ์ที่แนะนำคือการ “ทยอยซื้อสะสม” ในหุ้นที่มีความทนทานต่อภาวะ Stagflation
โดยเน้นหุ้นที่มีอำนาจในการต่อรองราคา (Pricing Power) สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้เร็ว
หรือเป็นสินค้าจำเป็นที่มีคู่แข่งน้อยราย
- กลุ่มสื่อสาร
: ADVANC, TRUE
- กลุ่มการแพทย์
: BDMS, BH, CHG, BCH
- กลุ่มพาณิชย์
: CPALL, CPAXT, BJC, CPN, CRC
3. ระยะยาว (6-12 เดือนขึ้นไป) :
ปรับพอร์ตรับโครงสร้างใหม่ในพลังงานทางเลือก
ในระยะยาว
วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางถือเป็นบทเรียนสำคัญที่เร่งให้ภาครัฐและเอกชนทั่วโลกตระหนักถึงความเสี่ยงจากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล
และมุ่งสู่แนวทาง "New Normal" ด้านพลังงานสะอาด
กลยุทธ์ที่แนะนำคือการซื้อลงทุนในกลุ่มพลังงานทางเลือก (Renewable
Energy)
- กลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด
: GULF, GPSC, BGRIM, GUNKUL ซึ่งจะได้อานิสงส์จากนโยบายสนับสนุนและดีมานด์จากภาคเอกชนที่ต้องการลดการปล่อยคาร์บอน
- กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม
: WHA, AMATA ที่รองรับฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงการติดตั้ง
Solar Rooftop
4. กลยุทธ์การบริหารเงินสดและการเฝ้าระวัง
นอกเหนือจากการเข้าซื้อใน 3 ระยะข้างต้น
นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังในบางเซกเตอร์และเตรียมความพร้อมด้านสภาพคล่อง
ดังนี้
- ระวังแรงขายหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ
: โดยเฉพาะ PTTEP เนื่องจากราคาน้ำมันอาจมีการปรับฐาน
- เน้นถือเงินสดและตราสารหนี้ระยะสั้น
: สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ
หรือกังวลสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการทหารและการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยของ Fed การถือสินทรัพย์ที่มี
Duration สั้นจะช่วยลดความเสี่ยงด้านราคา (Duration Risk)
- สะสมสภาพคล่อง
: เพื่อรอจังหวะเข้าซื้อหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีเมื่อราคาอ่อนตัวลงมาในอนาคต
อย่างไรก็ตาม
การลงทุนในปัจจุบันจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่น
โดยนักลงทุนควรแบ่งพอร์ตการลงทุนให้ชัดเจนระหว่างการเก็งกำไรระยะสั้นตามกระแสข่าว
และการสะสมหุ้นพื้นฐานแกร่งเพื่อเป้าหมายในระยะยาว
เพื่อสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอภายใต้ความผันผวนของตลาดหุ้นไทย
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++