Home

March 26, 20269 0

สงครามผ่อนคลาย-น้ำมันร่วง หนุนหุ้นเอเชียฟื้น จับตาเงินเฟ้อไทยกดกำลังซื้อ

By ถิรดา มั่นพลศรี

26 มี.ค. 69 | 06:30 น.

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดเริ่มมีพัฒนาการที่ผ่อนคลายความตึงเครียดลงอย่างชัดเจน แม้สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 25 แล้วก็ตาม ปัจจัยบวกที่สำคัญเกิดจากการที่สหรัฐฯ พยายามผลักดันให้มีการหยุดยิงเป็นเวลา 1 เดือน

โดยได้ยื่นข้อเสนอ 15 ข้อให้อิหร่านเพื่อเปิดโต๊ะเจรจาสันติภาพ ขณะเดียวกันปากีสถานได้เสนอตัวเป็นคนกลางในการเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน โดยใช้กรุงอิสลามาบัดเป็นสถานที่เจรจา

ผสานกับรัฐมนตรีต่างประเทศจีนที่เรียกร้องให้อิหร่านเข้าร่วมเจรจาโดยเร็ว ทางด้านอิหร่านเองก็ได้ผ่อนปรนโดยอนุญาตให้เรือพาณิชย์จากต่างชาติที่ไม่ใช่ศัตรูสามารถเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้แล้ว แม้จะมีการเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางสูงสุดถึง 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อลำก็ตาม

สถานการณ์ที่คลี่คลายลงส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ร่วงลงแรง -5.1% ลงมาแตะระดับ 87.6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง นำโดยตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้น +3.2% ขณะที่เกาหลีใต้ขยายตัวได้ถึง +3.1% และจีนกระเตื้องขึ้น +1.8% ตามลำดับ

ทั้งนี้ ยังคงต้องจับตาความเสี่ยงที่อาจมีการยกระดับความรุนแรงทางทหารขึ้นอีก เนื่องจากสหรัฐฯ เพิ่งส่งกองกำลังทหารเพิ่มเติมราว 2,000 นาย จากกองพล 82 AIRBORNE เข้าสู่ตะวันออกกลาง รวมถึงดัชนีภาคการผลิต (PMI) ของหลายประเทศหลักทั่วโลกในเดือนมีนาคมที่เริ่มส่งสัญญาณหดตัว (SHOCK) พร้อมกัน

ขณะที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศไทยนั้น ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่า เริ่มส่งผ่านผลกระทบมาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นด้านราคาพลังงาน ล่าสุดรัฐบาลเตรียมประกาศยุตินโยบายตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ 33 บาทต่อลิตร

โดยจะปล่อยให้ราคาปรับขึ้นตามกลไกตลาดจริงตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อลดภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปัจจุบันติดลบหนักถึง 70,000 ล้านบาทต่อเดือน การปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันดีเซลจะกลายเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อของไทยขยับสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะเข้ามากดดันภาคการบริโภคของประชาชน

นอกจากนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดยังพบว่ายอดส่งออกเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ขยายตัวเพียง 9.90% ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าต่อเนื่อง โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ขาดดุลการค้าไปแล้วกว่า 6,137 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัจจัยเชิงลบเหล่านี้ ท่ามกลางฐานะการคลังที่อ่อนแอ ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อการปรับลดประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Downside GDP) ของไทย

ในด้านกระแสเงินทุน (Fund Flow) เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวก เมื่อนักลงทุนต่างชาติที่เคยเทขายหุ้นไทยอย่างหนักตลอดทั้งเดือน เริ่มชะลอแรงขายและสลับกลับมาซื้อสุทธิบ้างแล้วกว่า 618.19 ล้านบาท ซึ่งมีโอกาสที่เม็ดเงินต่างชาติจะไหลกลับเข้ามาซื้อต่อเนื่องหากสถานการณ์สงครามผ่อนคลายลง

ดังนั้น กลยุทธ์แนะนำเก็งกำไรระยะสั้น รับกระแสสงครามสงบ โดยเน้นไปที่ หุ้นกลุ่ม Anti-Commodity (หุ้นที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนพลังงานที่ลดลง) ได้แก่ GULFBGRIMGPSCBASCC และ SCGP

รวมถึงกลุ่มการท่องเที่ยว อย่าง MINTCENTELBDMSBH และ กลุ่มที่ได้อานิสงส์จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่ย่อตัวลง อย่าง TIDLOR และ MTC โดยมี Prime Picks ประจำวันคือ SCCBBL และ GULF 

สำหรับประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติมนั้น แนะนำจับตาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจีนที่รายงานงบแข็งแกร่ง นำโดย WUXI APPTEC (2359 HK) ที่รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 4 พุ่งทะยาน 140% พร้อมตุน Backlog ไว้ถึง 5.8 หมื่นล้านหยวน

และ XIAOMI (1810 HK) ที่แม้ธุรกิจสมาร์ทโฟนจะชะลอตัว แต่ธุรกิจอื่นๆ เติบโตแกร่ง โดยเฉพาะรถยนต์ EV รุ่นใหม่ SU7 FACELIFT ที่กวาดยอดจองทะลุ 3 หมื่นคันภายใน 3 วัน)

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

 



version 1.0.5-97b0bb2cd