เวียดนามนำโด่ง FTA 60 ประเทศ บิ๊กเอกชนลุ้นไทยเร่งปิดดีลอียู ลดเสียเปรียบ
ฐานเศรษฐกิจ 24 ส.ค. 2568 | 16:55 น.
เวียดนามนำโด่ง FTA 17 ฉบับ ครอบคลุม 60 ประเทศ ดึงดูดนักลงทุนทั่วโลก ชิงได้เปรียบส่งออกไทย บิ๊กเอกชนเร่งรัฐปิดดีลเจรจาเอฟทีเออียู หวังลดความเสียเปรียบทางการค้า รักษาขีดแข่งขัน
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานอาวุโส หอการค้าไทย
ในฐานะนายกสมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนาม เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในปี 2569
จะเป็นปีที่ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับเวียดนาม
ทั้งนี้ไทยถือเป็นคู่ค้าที่สำคัญของเวียดนาม
โดยไทยเป็นคู่ค้าใหญ่ที่สุดหรือเป็นคู่ค้าอันดับ 1
ในอาเซียนของเวียดนาม โดยในปี 2568
ตั้งเป้าหมายมูลค่าการค้าระหว่างกันไว้ที่ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับสินค้าส่งออกของเวียดนามมาไทยที่สำคัญ ได้แก่ ไมโครชิป ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
เครื่องจักร น้ำมันเชื้อเพลิง อาหารทะเล ผักและผลไม้
ขณะที่สินค้าส่งออกของไทยไปเวียดนามที่สำคัญ ได้แก่ ยานพาหนะและชิ้นส่วน พลาสติก
อิเล็กทรอนิกส์ ยาง อาหารแปรรูป สินค้าเกษตร
ด้านการลงทุน
บริษัทไทยนิยมตั้งฐานการผลิตในเวียดนามที่ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่กำลังเติบโต
ข้อมูลล่าสุดมีภาคธุรกิจไทยเข้าไปลงทุนในเวียดนามจำนวน 763 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 14,756 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ณ มี.ค. ปี 68) อยู่ในอันดับที่ 7 ของการลงทุนทางตรงจากต่างชาติ
(FDI) ของเวียดนาม โดย 5 อันดับแรก ได้แก่ เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น จีน
และหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน
“จุดเด่นของเวียดนามที่ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่สำคัญคือ
เวียดนามมีการเมืองนิ่ง ต้นทุนการผลิตถูกกว่าไทย เช่น ค่าแรงงาน
มีแรงงานหนุ่มสาวจำนวนมาก มีประชากรกว่าร้อยล้านคน มีการเติบโตของจำนวนประชากร
และหนี้สินครัวเรือนต่ำ ค่าน้ำ ค่าไฟ และราคาที่ดินสำหรับสร้างโรงงานไม่แพง
มีการลงนาม FTA 17 ฉบับกับ 60 ประเทศ มีนโยบายอำนวยความสะดวกในการส่งออก”
เวียดนามยังมีตลาดภายในประเทศที่กำลังเติบโต มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเร็ว เวียดนามมีความคล่องตัวในการแก้กฎระเบียบให้สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุนต่างประเทศ นอกจากนี้ นโยบายภาครัฐยังให้ความสำคัญต่อเศรษฐกิจสีเขียว และพยายามลดคาร์บอนสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050 ทำให้เวียดนามได้รับความสนใจจากนักลงทุนจากต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน
ไทยและเวียดนามยังถือเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญระหว่างกัน
ครอบคลุมความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
และความร่วมมือระดับประชาชนและการท่องเที่ยว
ซึ่งเป็นการยกระดับจากความร่วมมืออื่นๆ ที่มีมานานหลายปีแล้ว
นอกจากนี้ยังครอบคลุมทางด้านการค้า
การลงทุน พลังงาน โครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงทั้งทางบก ท่าเรือ
ระบบโลจิสติกส์ การท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนนักศึกษา ทุนการศึกษา การเกษตร
ความมั่นคงทางอาหาร ความร่วมมือในการเจรจาทางทหารระดับสูง
ความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาที่ยั่งยืน
ความร่วมมือในเวทีนานาชาติ เช่น ASEAN, APEC, ASEM,UN
นายสนั่น กล่าวอีกว่า
อย่างไรก็ดีอีกด้านหนึ่ง ไทยและเวียดนามถือเป็นคู่แข่งที่สำคัญในเวทีการค้าโลก
โดยสินค้าที่ไทยและเวียดนามเป็นคู่แข่งขันที่สำคัญในเวทีโลก เช่น เสื้อผ้า รองเท้า
ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี ยกเว้นรถยนต์ ซึ่งเวียดนามยังไม่สามารถแข่งกับไทยได้
สำหรับจุดได้เปรียบของเวียดนาม
ได้แก่ ต้นทุนค่าไฟ ค่าแรงในเวียดนามถูกกว่าไทย
และในภาพรวมต้นทุนการผลิตของเวียดนามถูกกว่าไทยเฉลี่ย 5-10% ในทุกสินค้า เวียดนามมีการลงนามความตกลงการค้าเสรี (FTA) 17 ฉบับกับ 60 ประเทศ ครอบคลุมตลาดหลักๆ สำคัญ ส่วนไทยมี FTA น้อยกว่า โดย ณ ปัจจุบันไทยมีการลงนาม FTA กับคู่ค้าแล้ว 16 ฉบับกับ 23
ประเทศ จึงเสียเปรียบไทยในการส่งออก
“ตลาดส่งออกหลักของเวียดนาม ได้แก่
สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เยอรมนี เนเธอร์แลนด์
ในภาวะสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่ยังเข้มข้น
สหรัฐประกาศภาษีตอบโต้กับหลายประเทศ โดยมุ่งสกัดการสวมสิทธิ์ไทยเพื่อส่งออกไปสหรัฐ
(Transshipment)
ไทยควรถือโอกาสนี้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
เช่น ชักชวนให้ผู้ผลิตจีนในไทยใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในไทยมากขึ้น (local
content) เช่นเดียวกับที่ผู้ผลิตซึ่งเป็นบริษัทญี่ปุ่นในไทยทำอยู่แล้วในหลายสิบปีที่ผ่านมา
ซึ่งจะช่วยให้ SME ไทยเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานของจีนได้
ผู้ผลิตไทยต้องพร้อมปรับตัวในเรื่องนี้”
นอกจากนี้ ภาครัฐบาลของไทยควรเร่งรัดการเจรจาการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป (อียู) ที่มี 27 ประเทศ ซึ่งเป็นจังหวะที่ดี เนื่องจากผู้ผลิตในสหภาพยุโรปก็ต้องการเลี่ยงปัญหาภาษีตอบโต้จากสหรัฐ ขณะเดียวกันสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และกระทรวงพาณิชย์จะเร่งร่วมมือกันในการหาตลาดใหม่
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++